การผลิตสินค้า เป็นเรื่องสำคัญมากในกระบวนการธุรกิจ หากสินค้าที่ผลิตมีคุณภาพดี ถูกใจผู้บริโภค ก็จะมีการซื้อซ้ำ และบอกต่อ อันจะทำให้มีการสั่งผลิตเพิ่มขึ้น ขยายไปเรื่อยๆจนร่ำรวยไปตามๆกัน
แต่การผลิตนั้น ไม่ใช่หวังเพียงให้ได้สินค้าสุดท้ายออกมาเท่านั้น เพราะหากผลิตได้ แต่ มีของเสียต้องคัดทิ้งเต็มไปหมด หรือ ผลิตล่าช้าไม่ทันความต้องการของลูกค้า ก็จะส่งผลต่อต้นทุน และ การสูญเสียโอกาสในการขายไปได้ แต่ถ้าผลิตไว้มากเกินไปจนขายไม่ทัน ก็จะกลายเป็นต้นทุนจม เป็นภาระเก็บรักษา ของหมดอายุ หรือ ดูเก่าลงจนไม่น่าซื้อ เป็นต้น
ประสิทธิภาพในการผลิตจึงมีส่วนสำคัญ ในบทนี้ จะขอกล่าวถึงการผลิตที่ดีและมีประสิทธิภาพในบางขั้นตอนที่มีความสำคัญ ดังนี้
วัตถุดิบ หรือ ชิ้นส่วน
วัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนที่ใช้ในการเป็นส่วนตั้งต้นของการผลิตหรือการประกอบ สำคัญมาก หากได้วัตถุดิบ หรือ ชิ้นส่วน ที่ไม่ดี มีปัญหา ก็จะส่งผลอย่างมากต่อกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่อๆมา จนถึงตัวสินค้าที่ผลิตเสร็จ
ในการผลิตที่ดีนั้น จะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คัดเลือกตั้งแต่ผู้ป้อนวัตถุดิบ หรือ ชิ้นส่วน ให้แก่กิจการ โดยจะมีการไปตรวจสอบถึงแหล่งของวัตถุดิบว่า มีกระบวนการให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนอย่างไร มีการแปรรูปเบื้องต้นอย่างไร มีคุณภาพได้มาตรฐานดีหรือไม่ ส่วนตัวโรงงานของผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ก็จะต้องถูกประเมินก่อนว่าน่าเชื่อถือได้หรือไม่ มีมาตรฐานเพียงไร อีกทั้งยังหาผู้ป้อนวัตถุดิบ หรือ ชิ้นส่วนสำรองไว้ เผื่อกรณีที่เจ้าแรกมีปัญหา ก็มีเจ้าที่สองสำรองไว้ ทำให้การผลิตของเราไม่ได้รับความกระทบมากนัก
เมื่อวัตถุดิบ หรือ ชิ้นส่วน ส่งมาถึง ก็ควรที่จะมีการตรวจสอบคุณภาพของสิ่งที่ส่งมาตามหลักสถิติอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ของเสียหลุดลอดเข้าสู่กระบวนการผลิตเกินกว่าค่าต่ำสุดที่ยอมรับได้ มิฉะนั้น จะทำให้เสียเวลา เสียของ ในกระบวนการผลิตโดยไม่จำเป็น ในเรื่องนี้ หากเป็นกรณีโรงงานญี่ปุ่นหลายแห่ง หากเป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญและต้องใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว เขาอาจส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำที่โรงงานของผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเพื่อตรวจสอบขั้นตอนการผลิต และ สุ่มตรวจก่อนทำการส่งมาเลย เรียกว่า ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง หากไม่ได้มาตรฐานก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายส่งมาให้ตั้งแต่แรก
ในการผลิตมีศัพท์ที่เรียกว่า Just in Time หมายถึง การกำหนดเวลาให้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนให้ส่งมาถึงโรงงานอย่างทันท่วงทีที่ต้องการใช้งาน โดยไม่ต้องนำเก็บเข้าสต๊อกก่อน เพราะการเก็บสต๊อกก็มีต้นทุนเรื่องสถานที่ และค่าดูแล หากมีการกำหนดเวลาและประสานงานกันให้ดี ต้นทุนส่วนนี้ก็จะลดลง
ชิ้นส่วนที่อยู่ในกระบวนการผลิตหรือการประกอบ (Work In Process)
ในการผลิตสินค้าออกมา ทุกขั้นตอนต้องมีการควบคุมเป็นอย่างดี เรียกว่า Lean Manufacturing หรือ การผลิตที่ไหลลื่น มีการไหลเวียนของชิ้นงานอย่างต่อเนื่องไม่ติดขัดหรือสะดุดกองกันอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นคอขวด เรื่องนี้ควรต้องมีการทำสิ่งที่เรียกว่า Time and Work Study หรือ การจับเวลาที่ใช้ในการผลิตในแต่ละขั้นตอน แล้วจัดกำลังคนหรือเครื่องจักรให้เหมาะสมอันจะทำให้งานไหลไปได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางจนจบ เพราะงานที่กองกันอยู่ในกระบวนการผลิตก็ถือเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งด้วย
การตรวจสอบในกระบวนการผลิต
ในกระบวนการผลิต ชิ้นส่วนที่เสร็จในแต่ละขั้นตอน จะต้องถูกสุ่มตรวจสอบตามหลักสถิติ เพื่อให้ของเสียถูกระบุและจำแนกออกไปซ่อมแซม หรือ คัดออก ก่อนส่งไปสู่ขั้นตอนต่อไป ซึ่งหากขั้นตอนนี้บกพร่องอาจทำให้เกิดการผลิตหรือประกอบของเสียออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งกว่าจะรู้ก็กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูปไปแล้ว เสียทั้งเวลา เงินทอง แรงงาน ฯลฯ จึงขอแนะนำให้เจ้าของกิจการยอมลงทุนในการจ้างคน หรือ ซื้อเครื่องมือตรวจสอบในขั้นตอนระหว่างการผลิตนี้ให้เพียงพอด้วยเช่นกัน
สินค้าสำเร็จรูป
เมื่อผ่านการผลิตทุกขั้นตอนสู่การเป็นสินค้าสำเร็จรูป การตรวจสอบขั้นสุดท้าย คือ การตรวจสอบสภาพทั่วไปด้วยสายตา (Visual Inspection) การทดสอบการทำงานตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น (Function Inspection) หากเป็นอาหารก็ต้องดูที่สีสรร รสชาติ ความสะอาด เป็นต้น
อีกเรื่องหนึ่งคือการตรวจสอบความทนทานต่อการใช้งาน ซึ่งจากประสบการณ์พบว่า เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ทำกัน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมาว่าสินค้าเสียหาย ชำรุด ก่อนเวลาอันควร ทั้งๆที่ใช้ได้ไม่นาน ทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ อีกทั้งหากมีการรับประกันสินค้า อาจมีสินค้าส่งมาเครมประกันกันมากจนทำให้กิจการขาดทุนก็เป็นได้ ยิ่งหากเป็นอาหาร หากมีการบูดเน่า หรือ ขึ้นราก่อนกำหนดเวลาทั้งๆที่ยังอยู่ในบรรจุภัณฑ์ อาจทำให้ผู้บริโภคท้องร่วง อาเจียน เกิดการฟ้องร้องตามมามากมาย ทำให้กิจการเสียชื่อเสียงกันไป
ดังนั้น สินค้าจึงต้องมีการทำการทดสอบความทนทาน หากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ต้องทดสอบความคงทนต่อความแปรปรวนของระดับแรงดันไฟฟ้า ทดสอบการทำงานในอุณหภูมิที่สูง หรือ ต่ำกว่าภาวะปกติ เพราะในเวลาอุณหภูมิสูง หรือ ต่ำ เช่นในหน้าร้อนหรือหน้าหนาว เครื่องอาจหยุดทำงาน หรือทำงานผิดปกติ รวมทั้งทดสอบต่อการเปิดปิด การกดปุ่มต่างๆว่ากี่ครั้งจึงจะทำให้ปุ่มกดชำรุดจนใช้งานไม่ได้ และนานมากพอที่จะอยู่ตลอดอายุใช้งานตามปกติหรือไม่
หากเป็นอาหารก็ต้องทดสอบว่าหากเก็บในที่ร้อน อยู่ได้กี่วัน ที่เย็นอยู่ได้กี่วัน ที่ชื้นอยู่ได้กี่วัน ที่แห้งแล้งเก็บได้กี่วัน เป็นต้น แล้ว อยู่อย่างปกติได้นานพอตามอายุที่ระบุไว้หรือไม่
บรรจุภัณฑ์
การออกแบบ และเลือกใช้วัสดุที่ทำเป็นบรรจุภัณฑ์ของสินค้า มีความสำคัญมาก นอกจากจะเป็นตัวดึงดูดสินค้าให้น่าซื้อหรือไม่แล้ว ยังเป็นตัวถนอมสินค้าข้างในไม่ให้สกปรกหรือ ชำรุด ก่อนการใช้งานอีกด้วย ขอแนะนำว่า ควรออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม ตัวอักษรชัดเจน อ่านง่าย ใช้วัสดุที่เหมาะสม มีความทนทาน ยอมลงทุนหน่อยครับ เพราะหากสินค้าเก่า หรือ ชำรุด ก่อนแกะใช้ ก็จะนำความเสียหายมาสู่ธุรกิจได้
การทนต่อความชื้นหรือการเปียกน้ำฝนก็สำคัญนะครับ หากมีน้ำกระเด็นถูกภาชนะบรรจุ ทำให้ตัวอักษรที่พิมพ์อยู่ละลายน้ำหรือไม่ หรือ ภาชนะบรรจุ มีการยุบตัวเสียรูปหรือไม่ สินค้าทนความชื้นได้หรือไม่ หากไม่ได้ ก็อาจจำเป็นต้องใส่บรรจุภัณฑ์พลาสติกกันน้ำอีกชั้นหนึ่งเป็นต้น
สิ่งที่ไม่ควรลืมในการทดสอบบรรจุภัณฑ์ คือ การทนแรงกดซ้อนทับกัน หรือ การเบียดเสียดกัน เพราะในการขนส่ง พนักงานอาจมีการโยนกล่อง หรือ วางซ้อนทับกันหลายชั้น ทำให้กล่องยุบ สินค้าหลุดจากกล่องบรรจุหรือแตกหักเสียหาย ทั้งนี้รวมถึงการทดสอบการตกกระแทกพื้นจากที่สูงระดับปกติของการขนส่ง เช่น 2-4 เมตร เป็นต้น เพราะหากมีการตกกระแทก หากของในกล่องจะชำรุดหากหลุดมือ ก็ต้องมีการกำหนดการใส่วัสดุกันกระแทกเพิ่มเติม และติดป้ายเตือนบนกล่องเป็นต้น
วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และ ทรัพย์สินทางปัญญา
เรื่องของการทำธุรกิจนั้น ใครเป็นคนคิดได้ก่อน ทำได้ก่อน คนนั้นได้เปรียบ แต่จะยั่งยืนหรือไม่ อยู่ที่ความฉลาด เนื่องจากในปัจจุบันนี้การทำของเลียนแบบ หรือ การก๊อปปี้ มีให้เห็นกันเป็นปกติ สินค้าใดขายดีไม่นานก็จะมีคนทำเลียนแบบ ในยี่ห้อต่างกัน หรือ แม้แต่เลียนแบบยี่ห้อ หรือ ใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกันเลยก็มีให้เห็น ดังนั้น การจดลิขสิทธ์ สิทธิบัตร หรือ เครื่องหมายการค้า จึงมีความสำคัญในการปกป้องธุรกิจของคุณให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน
หากเป็นงานเขียน ก็เรียกว่าลิขสิทธิ์ ซึ่งจะมีผลทันทีตั้งแต่มีผลงานเขียนนั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะได้ไปจดแจ้งไว้หรือไม่ก็ตาม แต่หากคุณนำผลงานของคุณไปจดแจ้งไว้ก็จะดีกว่า เนื่องจาก การพิสูจน์ว่าใครเป็นคนเขียนก่อนนั้นพิสูจน์ยากกว่า การที่บอกว่าใครเป็นคนจดแจ้งก่อน
หากเป็นการประดิษฐ์คิดค้น หรือ การทำสินค้าใหม่ๆขึ้นมา หรือ คิดสูตรวิธีการทำอะไรใหม่ๆขึ้นมา การจดสิทธิบัตรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากใครยื่นขอจดสิทธิบัตรก่อน คนนั้น ถือว่าเป็นผู้คิดขึ้นได้ก่อน ถ้าไม่มีใครมาโต้แย้งในเวลาที่กำหนด ก็ถือว่าสิ่งใหม่นั้นเป็นสิทธิบัตรของผู้แจ้งคนแรกคนนั้น หากใครที่ทำเลียนแบบ หรือ ทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของสิทธิบัตร ก็มีความผิดตามกฎหมาย ถือว่า ละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น ด้วยหลักการนี้จะทำให้สินค้ารูปแบบใหม่ๆของคุณจะได้รับความคุ้มครอง ไม่ให้มีใครทำเลียนแบบโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะทำให้คุณสามารถทำมาหากินได้กับความคิดและเรี่ยวแรงของคุณได้จนกว่าจะหมดอายุคุ้มครอง ซึ่งถึงเวลานั้นคุณก็คงจะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ไปเป็นรุ่นใหม่ๆอีกมากมาย จนคู่แข่งตามคุณไม่ทันแล้ว
เครื่องหมายการค้าก็เช่นกัน เป็นสิ่งบ่งบอกว่าสินค้าของคุณเรียกว่าอะไร หรือ กิจการของคุณเรียกว่าอะไร เช่น แหนมป้าย่น น้ำพริกเผาแม่ประนอม กาแฟวาวี เป็นต้น ชื่อและตราสัญลักณ์ เหล่านี้ต้องใช้เวลา ใช้เงินทอง ในการสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จัก หากคุณไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ หากมีใครนำไปใช้ ก็จะทำให้คุณสูญเสียลูกค้าไปซื้อของคนอื่นเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าเดียวกัน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก็เป็นการป้องกันไม่ให้คนอื่นนำชื่อและตราสินค้าที่คุณอุตสาห์ลงเงินลงแรงมา ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต คุณจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากชื่อและสัญลักษณ์ของตราสินค้าไปได้เรื่อยๆ เป็นการคุ้มครองธุรกิจของคุณอีกทางหนึ่งครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรู้นะครับว่า การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า นั้นจะคุ้มครองเฉพาะประเทศที่คุณจดทะเบียนเท่านั้น ไม่ใช่ทุกประเทศทั่วโลก เว้นแต่กลุ่มประเทศที่มีสนธิสัญญาร่วมกันในการบังคับใช้สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญา ว่าหากจดทะเบียนในประเทศในกลุ่มสมาชิก จะคุ้มครองถึงประเทศอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มสมาชิกด้วย
ดังนั้น การจดทะเบียนสิทธิบัตรจึงต้องดูด้วยว่าคุณประสงค์จะทำธุรกิจในต่างประเทศด้วยหรือไม่ หากใช่ ก็ควรศึกษาหาลู่ทางในการจดทะเบียนในประเทศเป้าหมายที่คุณจะไปทำมาหากิจในอนาคตด้วยนะครับ เรื่องนี้คุณสามารถปรึกษาหารือได้กับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐได้ครับ
หากเป็นงานเขียน ก็เรียกว่าลิขสิทธิ์ ซึ่งจะมีผลทันทีตั้งแต่มีผลงานเขียนนั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะได้ไปจดแจ้งไว้หรือไม่ก็ตาม แต่หากคุณนำผลงานของคุณไปจดแจ้งไว้ก็จะดีกว่า เนื่องจาก การพิสูจน์ว่าใครเป็นคนเขียนก่อนนั้นพิสูจน์ยากกว่า การที่บอกว่าใครเป็นคนจดแจ้งก่อน
หากเป็นการประดิษฐ์คิดค้น หรือ การทำสินค้าใหม่ๆขึ้นมา หรือ คิดสูตรวิธีการทำอะไรใหม่ๆขึ้นมา การจดสิทธิบัตรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากใครยื่นขอจดสิทธิบัตรก่อน คนนั้น ถือว่าเป็นผู้คิดขึ้นได้ก่อน ถ้าไม่มีใครมาโต้แย้งในเวลาที่กำหนด ก็ถือว่าสิ่งใหม่นั้นเป็นสิทธิบัตรของผู้แจ้งคนแรกคนนั้น หากใครที่ทำเลียนแบบ หรือ ทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของสิทธิบัตร ก็มีความผิดตามกฎหมาย ถือว่า ละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น ด้วยหลักการนี้จะทำให้สินค้ารูปแบบใหม่ๆของคุณจะได้รับความคุ้มครอง ไม่ให้มีใครทำเลียนแบบโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะทำให้คุณสามารถทำมาหากินได้กับความคิดและเรี่ยวแรงของคุณได้จนกว่าจะหมดอายุคุ้มครอง ซึ่งถึงเวลานั้นคุณก็คงจะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ไปเป็นรุ่นใหม่ๆอีกมากมาย จนคู่แข่งตามคุณไม่ทันแล้ว
เครื่องหมายการค้าก็เช่นกัน เป็นสิ่งบ่งบอกว่าสินค้าของคุณเรียกว่าอะไร หรือ กิจการของคุณเรียกว่าอะไร เช่น แหนมป้าย่น น้ำพริกเผาแม่ประนอม กาแฟวาวี เป็นต้น ชื่อและตราสัญลักณ์ เหล่านี้ต้องใช้เวลา ใช้เงินทอง ในการสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จัก หากคุณไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ หากมีใครนำไปใช้ ก็จะทำให้คุณสูญเสียลูกค้าไปซื้อของคนอื่นเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าเดียวกัน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก็เป็นการป้องกันไม่ให้คนอื่นนำชื่อและตราสินค้าที่คุณอุตสาห์ลงเงินลงแรงมา ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต คุณจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากชื่อและสัญลักษณ์ของตราสินค้าไปได้เรื่อยๆ เป็นการคุ้มครองธุรกิจของคุณอีกทางหนึ่งครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรู้นะครับว่า การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า นั้นจะคุ้มครองเฉพาะประเทศที่คุณจดทะเบียนเท่านั้น ไม่ใช่ทุกประเทศทั่วโลก เว้นแต่กลุ่มประเทศที่มีสนธิสัญญาร่วมกันในการบังคับใช้สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญา ว่าหากจดทะเบียนในประเทศในกลุ่มสมาชิก จะคุ้มครองถึงประเทศอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มสมาชิกด้วย
ดังนั้น การจดทะเบียนสิทธิบัตรจึงต้องดูด้วยว่าคุณประสงค์จะทำธุรกิจในต่างประเทศด้วยหรือไม่ หากใช่ ก็ควรศึกษาหาลู่ทางในการจดทะเบียนในประเทศเป้าหมายที่คุณจะไปทำมาหากิจในอนาคตด้วยนะครับ เรื่องนี้คุณสามารถปรึกษาหารือได้กับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐได้ครับ
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553
สารพัดกลยุทธ์การตลาด
การตลาด คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ หากธุรกิจมีการตลาดที่ดีก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้สูง ตำแหน่งหน้าที่การงานที่เป็นที่ต้องการและหาได้ยากที่สุดก็คือ นักการตาดที่มีความสามารถ
การประกอบธุรกิจเล็กๆ เจ้าของกิจการจำเป็นต้องเป็นนักการตลาดที่มีความสามารถจึงจะทำให้กิจการรุ่งเรือง ในบทนี้จะกล่าวถึงสารพัดกลยุทธ์การตลาดที่คุณอาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณได้ โดยจะกล่าวถึงส่วนที่สำคัญๆ และใช้กันได้ดีในธุรกิจทั่วๆไป
การตลาดแบบ 4 P’s
การตลาดแบบ 4 P’s นี้ เป็นการตลาดแบบดั้งเดิมที่มีการเรียนการสอนกันทั่วไปในหลักสูตรด้านบริหารธุรกิจ แต่ก็ยังใช้ได้ในทุกยุกทุกสมัย มีรายละเอียดดังนี้
P1 = Product (สินค้า หรือ บริการ)
ธุรกิจจำเป็นต้องมีสินค้าหรือบริการที่ตรงความต้องการของตลาดจึงจะทำให้เกิดการซื้อขาย ได้อย่างต่อเนื่อง สินค้าต้องมีคุณภาพเหมาะสม ในความหมายนี้ คือ เหมาะสมกับการใช้งาน และเหมาะกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งอาจไม่ใช่ของที่คุณภาพดีที่สุดในโลก แต่ลูกค้าพึงพอใจกับระดับคุณภาพระดับนี้ ก็เป็นอันใช้ได้ ระดับคุณภาพที่ว่านั้นคุณก็ต้องดูว่าสินค้าแบบเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันนั้น เขามีมาตรฐานด้านคุณภาพขั้นต่ำกันเท่าไหร่อย่างไร หากคุณทำได้เหมือนกันแต่ถูกกว่า หรือ ทำได้ดีกว่าในราคาเดียวกัน ก็มีโอกาสขายได้มากครับ
P2 = Price (ราคา)
การกำหนดราคาสินค้าก็มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจครับ สินค้าหรือบริการแต่ละประเภทมีการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเรื่องดังต่อไปนี้
ต้นทุนสินค้าหรือบริการ: บางธุรกิจกำหนดราคาจากการดูต้นทุนต่อหน่วยแล้วบวกกำไรที่ต้องการ เช่น หากต้นทุน 100 บาท ต้องการกำไร 30% ก็ตั้งราคาขายที่ 130 บาท เป็นต้น วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร หรือมีคู่แข่งน้อย หากมีคู่แข่งมากก็ต้องดูราคาคู่แข่งเปรียบเทียบด้วยครับ
ราคาขายของคู่แข่ง: การกำหนดราคาโดยดูจากราคาขายของคู่แข่งที่มีอยู่ในท้องตลาด ว่าส่วนใหญ่แล้วเขาตั้งราคากันที่เท่าไหร่ จากนั้นจึงนำมาพิจารณาว่า เราจะขายแพงกว่า เท่ากับ หรือ ถูกกว่าเขาดี โดยดูจากว่าหากเป็นสินค้าที่เราแปลกใหม่กว่าไม่เหมือนใคร คุณภาพสูง อาจตั้งราคาได้แพงกว่า แต่ถ้าเหมือนๆกันก็อาจตั้งราคาเท่ากันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตัดราคาแข่งกันตามมาเร็วเกินไป หรือ เราจะได้ไม่ใช้เป็นตัวตั้งต้นตัดราคาซะเอง แต่ในบางรายเมื่อดูแล้วต้นทุนตนเองต่ำกว่าคู่แข่งมาก สามารถตั้งราคาต่ำกว่าก็ยังมีกำไรคุ้มค่า อีกทั้งหากต้องการยึดส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็วก็อาจตั้งราคาต่ำกว่าคู่แข่ง จะใช้กลยุทธ์ราคาแบบใดก็ต้องดูกันเป็นเรื่องๆไปครับ
P3 = Place (สถานที่ หรือ ช่องทางการจัดจำหน่าย)
สินค้าหรือบริการของคุณจะมีขายที่ใดบ้าง หรือ ผ่านช่องทางใดบ้าง ต้องกำหนดให้ชัดเจนและถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หากหาซื้อง่ายก็จะขายดี หากหาซื้อยาก ก็จะขายไม่ค่อยดี ถึงแม้ตัวสินค้าจะดีเพียงใดก็ตามแต่
หลายคนอาจคิดว่า ก็ขายมันทุกช่องทางที่นึกได้ จะได้ขายได้ดีๆ ฟังดูง่าย แต่ทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากครับ เพราะแต่ละช่องทางก็มีต้นทุนที่แตกต่างกันไปครับ หากเข้าสู่ช่องทางที่ไม่เหมาะสมก็เสียเงินฟรีครับ
หากคุณจะเปิดซุ้ม หรือ เปิดร้านขายเอง การกระจายตัวของสินค้าก็จำกัด ตามจำนวนเงินที่จะเช่าที่เปิดซุ้ม หรือ เปิดร้าน จะให้ครอบคลุมทุกที่ก็เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเพียงไม่กี่สาขาก็ขายดีมีกำไรเป็นที่พอใจแล้ว ก็ใช้วิธีนี้ได้ครับ รับเงินสดหน้าร้าน คุมสต๊อกสินค้าง่าย สบายใจดีครับ สาขาก็ค่อยๆขยายไปตามกำลังทรัพย์
หากฝากขายบนห้างสรรพสินค้า หรือ ร้านมินิมาร์ท เขาก็อาจจะหักกำไรของเขาประมาณ 40 % ของราคาขาย อีกทั้งเครดิตอีก 90 วันค่อยมารับเงิน ของเหลือ ของเสีย ของหมดอายุ ผู้นำมาฝากขายต้องรับเองหมด แบบนี้หากคุณรับได้ก็ฝากได้ หากรับไม่ได้เงินหมุนเวียนไม่พอก็ทำวิธีนี้ไม่ได้ครับ
ขายผ่านแคตาล็อก เช่นการพิมพ์แคตาล๊อกสินค้า มีใบสั่งซื้อแนบท้าย แล้วก็แจกจ่ายไปตามบ้านต่างๆ ใครอยากซื้อสินค้าก็โทรมาหรือ กรอกใบสั่งซื้อแล้วส่งมาพร้อมโอนเงินก็ได้ แบบนี้หน้าร้านไม่ต้องมากก็ทำธุรกิจได้
ขายผ่านอินเตอร์เน็ต สมัยนี้ธุรกิจของใครไม่มีเว็บไซต์ดูจะเชยไปนะครับ การเปิดเว็บไซต์ของตนเอง หรือ เปิดร้านออนไลน์ในเว็บอื่นๆที่มีคนเข้าชมมากๆ ก็เป็นวิธีการขายสินค้าให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ดีวิธีหนึ่ง โดยการเป็นเว็บแนะนำสินค้ามีรูปมีราคา การซื้อต้องโทรมา หรือ โอนเงินธนาคาร ก็ได้ หรือ จะทำให้สั่งซื้อและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ของเว็บไซต์เลยก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมครับ เรื่องนี้เรียกว่า eCommerce มีรายละเอียดมากมาย หาอ่านได้จากหนังสือด้านนี้เพิ่มเติมครับ
ขายผ่านพนักงานขาย โดยอาจจ้างพนักงานขายนของตนเอง แล้วให้เงินเดือนบวกคอมมิชชั่นตามยอดขาย วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายมากหน่อย แต่หากได้คนมีความสามารถเข้ามาขายก็จะทำให้ธุรกิจโตไว แต่เจ้าของกิจการต้องเป็นนักขายที่เก่งด้วยตนเองก่อนครับ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ หากเขาจากไปเราจะเดือดร้อน สินค้าที่เหมะกับการขายโดยใช้พนักงานขายก็คือ สินค้าที่มีความซับซ้อนสูง ต้องการการอธิบายมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่าง เครื่องจักร ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ รถยนต์ เป็นต้น
ขายผ่านโทรศัพท์ หรือ Tele-marketing วิธีนี้ นิตยสาร บัตรเครติต ประกัน ศูนย์ออกกำลังกาย มักใช้กันครับ เนื่องจากเจาะตรงกลุ่มเป้าหมายเลย โดยไปซื้อรายชื่อและเบอร์โทรจากผู้ให้บริการบัตรเครติต ชื่อละ 2-3 บาท แบบนี้มั่นใจว่ามีเครดิตชัวร์ โดยมักเสนอให้หักค่าบริการจากบัตรเครดิตเลย
ขายผ่าน Direct TV คือการนำสินค้าไปฝากขายกับ ผู้ที่ให้บริการด้านการขายผ่านทีวี เช่น TV-Direct เป็นต้น ซึ่งรายการก็จะนำสินค้าไปโฆษณาขายเป็นระยะๆ โดยเฉพาะตอนกลางดึก สินค้าที่เหมาะสมกับเรื่องนี้ก็คือ สินค้าที่ต้องการการอธิบายถึงคุณสมบัติพิเศษค่อนข้างมาก และมีราคาสูง เช่น อุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องมือช่าง เป็นต้น
ขายผ่านช่องทางการขายตรง หรือ Direct Sale เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลังนี้ เนื่องจากการขายตรงได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น กฎหมายก็ให้การรับรองธุรกิจขายตรงที่ถูกต้อง คนที่ทำธุรกิจนี้ก็มักจะเป็นญาติ เพื่อน หรือ คนรู้จักกัน ทำให้การตลาดเป็นแบบปากต่อปาก มีการรับประกันสินค้า ทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น สินค้าหลายอย่างก็อาจฝากสินค้าของตนเองผ่านช่องทางขายตรงนี้ หรือบางธุรกิจก็กำหนดช่องทางกระจายสินค้าให้เป็นการขายตรงในระบบของตนเองเลยก็มี แต่วิธีนี้หากเป็นธุรกิจเล็ก แนะนำให้นำไปฝากเขาดีกว่าอย่าสร้างระบบเอง เปิดขายตรงเอง เพราะต้นทุนจะตามมาอีกมหาศาล ทั้งเรื่องระบบคลังสินค้า ระบบคอมพิวเตอร์ การประชาสัมพันธ์ และ ฝ่ายสนับสนุนอีกมากมายมหาศาล สินค้าที่เหมาะจะจำหน่ายผ่านช่องทางนี้ก็มีหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายอีกหลายอย่างที่สามารถใช้ได้โดยต้องประยุกต์ให้เหมาะกับประเภทของสินค้าหรือบริการ แต่ข้างต้นก็คือช่องทางที่ส่วนใหญ่ใช้กันทั่วไปครับ
P4 = Promotion (การส่งเสริมการขาย หรือ การประชาสัมพันธ์)
การส่งเสริมการขายก็เป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ ในการทำให้สินค้าหรือบริการกระจายตัวได้เร็วขั้น ขายได้ดีขึ้น วิธีการที่นิยมกันก็มีหลากหลาย เช่น
การแจกคูปองส่วนลด โดยอาจส่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมาย หรือ ลงในนิตยสาร ให้ตัดมาซื้อสินค้า หรือรับบริการที่ร้าน แล้วได้ส่วนลดตามที่กำหนดไว้ เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากทดลองซื้อสินค้าหรือบริการ
การให้ของแถม โดยอาจให้ของแถมที่ไม่เกี่ยวกับตัวสินค้าเลย เช่น ซื้อขนม แถมของเล่น หรือ เครื่องกรองอากาศแถมทีวี เป็นต้น หรือ อาจให้ของแถมที่เป็นตัวสินค้าเอง เช่น ซื้อ 1 ชิ้น แถม ขนาดเล็กฟรีอีก 1 ชิ้น เป็นต้น
การแจกตัวอย่าง เป็นการทำสินค้าตัวอย่างขนาดเล็ก หรือ บริการพิเศษช่วงทดลอง เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าหรือบริการ หากประทับใจก็ไปซื้อของขนาดปกติมาใช้
การให้สิทธิพิเศษหากสมัครเป็นสมาชิก เป็นการสร้างลูกค้าประจำ โดยให้ส่วนลดพิเศษหากเป็นสมาชิก อีกทั้งยังใช้บัตรสมาชิกเป็นส่วนลดในการรับบริการที่ร้านค้าอื่นๆที่เป็นพันธมิตรกัน หรือมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่มสมาชิกเท่านั้น เพื่อเป็นการสร้างฐานลูกค้าประจำวิธีหนึ่ง
การส่งเสริมการขายผ่านพนักงานขาย หรือ ตัวแทนจำหน่าย คือการเสนอส่วนลดพิเศษ หรือให้สินค้าแถมพิเศษ ให้แก่พนักงาน หรือ ร้านค้าที่นำสินค้าไปจำหน่ายเพิ่มเติมหากขายได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือ เสนอรางวัลการท่องเที่ยวให้ในกรณีที่ขายได้ตามเป้าหมายการได้ท่องเที่ยว เป็นต้น
ตัวอย่างการประชาสัมพันธ์ข้างต้นนี้เป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไปและพิสูจน์แล้วว่าได้ผล จึงอาจนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าของคุณได้
หากเป็นธุรกิจบริการ นอกจาก 4 P’s ที่กล่าวมาแล้ว ต้องแถมอีก 2 P’s คือ
P5 = People (ผู้ให้บริการ)
ในธุรกิจบริการนั้น ผู้ให้บริการ เป็นคนสำคัญมากเป็นพิเศษ ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรกับกิจการ ผู้ให้บริการก็เป็นเสมือนตัวสินค้า หากลูกค้าประทับใจในผู้ให้บริการ ก็แปลว่าบริการดี เช่น ธุรกิจนวดแผนไทย ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสปา ธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจประกันชีวิต เป็นต้น ธุรกิจเหล่านี้ไม่มีสินค้าที่จับต้องถือเอากลับบ้านไปด้วยมากนัก การคัดเลือก การฝึกอบรมพนักงานบริการจึงสำคัญที่สุดในธุรกิจประเภทนี้ การแต่งกายต้องดูดี การพูดจาต้องสุภาพเรียบร้อย ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างดี
P6 = Process (กระบวนการ)
กระบวนการ หรือ ขั้นตอนในการไหลเวียนของการให้บริการ เป็นหัวใจของธุรกิจบริการ ขั้นตอนต่างๆจะต้องถูกระบุไว้อย่างชัดเจน และ ราบรื่น จุดติดต่อ (Contact Point) ทุกจุดที่ลูกค้าไปใช้บริการจะต้องดีเลิศ ราบรื่น และน่าประทับใจ อย่าให้เกิดการสะดุด อีกทั้งจะให้ดีควรเป็น บริการครบถ้วน ณ จุดเดียว (One Stop Service) จะดีที่สุด อย่าให้ลูกค้าต้องเดินถามแผนกต่างๆไปเองทั่วทั้งบริษัท แบบนี้ไม่ประทับใจแน่ๆ จุดบริการจุดแรกควรตอบคำถามและแนะนำขั้นตอนให้แก่ลูกค้าได้อย่างครบถ้วน กระบวนการอื่นๆ เป็นเรื่องภายในที่ต้องจัดการให้ราบรื่นและรวดเร็ว ไม่ให้ลูกค้าต้องรอคอยนาน หากต้องรอคอยควรมีสิ่งบันเทิงใจแก้เบื่อ เช่น เครื่องดื่ม ทีวี นิตยสาร เกมส์ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ให้บริการเสริม
กระบวนการนั้น หมายรวมถึงทั้งก่อนรับบริการ เช่นการติดต่อลูกค้าการให้ข้อมูล เชิญชวน เป็นต้น ระหว่างรับบริการ และ หลังรับบริการ เช่น การสอบถามความประทับใจ และ ข้อเสนอแนะ การเสนอให้ส่วนลดพิเศษในการใช้บริการครั้งต่อไป การส่งจดหมายข่าว หรือ โทรไปหา เป็นต้น
การโฆษณา ประชาสัมพันธ์
การโฆษณาสินค้า บริการ หรือ ธุรกิจ นั้นมีมากมายหลายหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสีย และต้นทุนแตกต่างกัน ผมนำมาเขียนเป็นอีกหัวข้อหนึ่งต่างหากเพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจในการทำให้มีคนรู้จักธุรกิจ สินค้า หรือบริการคุณมากขึ้น เพราะไม่ว่าสินค้าคุณจะดีเลิศเพียงใด ราคาจะเหมาะสมแค่ไหน แต่ไม่มีใครรู้จักก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ ผมจะขอกล่าวถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นตัวอย่างบางวิธี ดังนี้
การใช้นามบัตร โดยการพิมพ์ชื่อสินค้า บริการ บนนามบัตร หลังนามบัตรก็ใส่แผนที่ หรือ ชื่อ เว็บไซต์ ให้ผู้สนใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ แล้วให้พนักงาน ทุกคนใช้นามบัตรแบบเดียวกัน วิธีการนี้ พนักงานทุกคนจะกลายเป็นผู้โฆษณาธุรกิจ สินค้า หรือบริการไปในตัวในขณะที่มอบนามบัตรให้แก่ผู้อื่นในชีวิตประจำวัน แบบนี้เป็นการโฆษณาที่ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลดีระดับหนึ่ง นามบัตรควรมีสีสรรสวยงาม มีรูปภาพประกอบ น่าเก็บรักษาด้วยนะครับ อย่าใช้กระดาษสีแบบบางๆ พิมพ์หยาบๆ แบบนี้ไม่น่าเก็บ เสียโอกาสทางธุรกิจเปล่าๆ
การใช้โบรชัวร์ หรือ แผ่นพับ โดยการพิมพ์เองจำนวนน้อย หรือ จ้างพิมพ์จำนวนมากๆก็ตาม ต้นทุนการพิมพ์ขนาด A4 สองหน้า ประมาณ แผ่นละ 2-3 บาท หากพิมพ์ 1000-2000 แผ่นขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความหนาของกระดาษและอาบมันหรือไม่ ควรออกแบบให้สวยงาม รายละเอียดครบ เข้าใจได้ในแผ่นเดียวว่าทำกิจการอะไร มีสินค้า และบริการอะไรบ้าง หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหน ติดต่อได้ที่ใคร ครบถ้วน จะดีที่สุด แล้วนำไปวางตามจุดที่กลุ่มเป้าหมายอยู่ เช่น หอพัก คอนโดฯ สนามบิน ท่ารถ ไปรษณีย์ ฯลฯ แล้วแต่ความเหมาะสม หรือส่งทางไปรษณีย์ไปให้กลุ่มเป้าหมายที่ได้รายชื่อมา แต่ไม่แนะนำให้ไปยืนแจกใบปลิวตามริมถนน สะพานลอย หรือ หน้าห้างสรรพสินค้า เพราะมักสิ้นเปลือง และได้ผลน้อย โดยไม่ค่อยตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้สูญเสียต้นทุนสูง มีการตอบสนองเพียง 1 % หรือ ต่ำกว่านั้น แต่ถ้าวางไว้ตรงกลุ่มเป้าหมาย การตอบสนองอาจมี 2-6 % ซึ่งจะสูงกว่ามาก แต่ก็อย่าหวังการตอบสนองถึง 10 % ขึ้นไป เพราะเป็นไปได้ยาก สำหรับวิธีนี้
การโฆษณาผ่านเว็บไซต์ตนเอง และ คนอื่น โดยอาจประกาศข่าว ฝากโฆษณาในเว็บไซต์หลายๆแห่ง ว่ามีสินค้าและบริการเราอยู่ที่ไหน ติดต่อได้อย่างไร วิธีนี้เป็นวิธีที่มีต้นทุนต่ำ และ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะมีอายุตั้งแต่ 45 ปีลงมา จึงไม่เหมาะกับสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุ เพราะ ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุไม่ค่อยใช้อินเตอร์เน็ต อาจเพราะใช้ไม่เป็นหรือ สายตาไม่ดี
การประกอบธุรกิจเล็กๆ เจ้าของกิจการจำเป็นต้องเป็นนักการตลาดที่มีความสามารถจึงจะทำให้กิจการรุ่งเรือง ในบทนี้จะกล่าวถึงสารพัดกลยุทธ์การตลาดที่คุณอาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณได้ โดยจะกล่าวถึงส่วนที่สำคัญๆ และใช้กันได้ดีในธุรกิจทั่วๆไป
การตลาดแบบ 4 P’s
การตลาดแบบ 4 P’s นี้ เป็นการตลาดแบบดั้งเดิมที่มีการเรียนการสอนกันทั่วไปในหลักสูตรด้านบริหารธุรกิจ แต่ก็ยังใช้ได้ในทุกยุกทุกสมัย มีรายละเอียดดังนี้
P1 = Product (สินค้า หรือ บริการ)
ธุรกิจจำเป็นต้องมีสินค้าหรือบริการที่ตรงความต้องการของตลาดจึงจะทำให้เกิดการซื้อขาย ได้อย่างต่อเนื่อง สินค้าต้องมีคุณภาพเหมาะสม ในความหมายนี้ คือ เหมาะสมกับการใช้งาน และเหมาะกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งอาจไม่ใช่ของที่คุณภาพดีที่สุดในโลก แต่ลูกค้าพึงพอใจกับระดับคุณภาพระดับนี้ ก็เป็นอันใช้ได้ ระดับคุณภาพที่ว่านั้นคุณก็ต้องดูว่าสินค้าแบบเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันนั้น เขามีมาตรฐานด้านคุณภาพขั้นต่ำกันเท่าไหร่อย่างไร หากคุณทำได้เหมือนกันแต่ถูกกว่า หรือ ทำได้ดีกว่าในราคาเดียวกัน ก็มีโอกาสขายได้มากครับ
P2 = Price (ราคา)
การกำหนดราคาสินค้าก็มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจครับ สินค้าหรือบริการแต่ละประเภทมีการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเรื่องดังต่อไปนี้
ต้นทุนสินค้าหรือบริการ: บางธุรกิจกำหนดราคาจากการดูต้นทุนต่อหน่วยแล้วบวกกำไรที่ต้องการ เช่น หากต้นทุน 100 บาท ต้องการกำไร 30% ก็ตั้งราคาขายที่ 130 บาท เป็นต้น วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร หรือมีคู่แข่งน้อย หากมีคู่แข่งมากก็ต้องดูราคาคู่แข่งเปรียบเทียบด้วยครับ
ราคาขายของคู่แข่ง: การกำหนดราคาโดยดูจากราคาขายของคู่แข่งที่มีอยู่ในท้องตลาด ว่าส่วนใหญ่แล้วเขาตั้งราคากันที่เท่าไหร่ จากนั้นจึงนำมาพิจารณาว่า เราจะขายแพงกว่า เท่ากับ หรือ ถูกกว่าเขาดี โดยดูจากว่าหากเป็นสินค้าที่เราแปลกใหม่กว่าไม่เหมือนใคร คุณภาพสูง อาจตั้งราคาได้แพงกว่า แต่ถ้าเหมือนๆกันก็อาจตั้งราคาเท่ากันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตัดราคาแข่งกันตามมาเร็วเกินไป หรือ เราจะได้ไม่ใช้เป็นตัวตั้งต้นตัดราคาซะเอง แต่ในบางรายเมื่อดูแล้วต้นทุนตนเองต่ำกว่าคู่แข่งมาก สามารถตั้งราคาต่ำกว่าก็ยังมีกำไรคุ้มค่า อีกทั้งหากต้องการยึดส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็วก็อาจตั้งราคาต่ำกว่าคู่แข่ง จะใช้กลยุทธ์ราคาแบบใดก็ต้องดูกันเป็นเรื่องๆไปครับ
P3 = Place (สถานที่ หรือ ช่องทางการจัดจำหน่าย)
สินค้าหรือบริการของคุณจะมีขายที่ใดบ้าง หรือ ผ่านช่องทางใดบ้าง ต้องกำหนดให้ชัดเจนและถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หากหาซื้อง่ายก็จะขายดี หากหาซื้อยาก ก็จะขายไม่ค่อยดี ถึงแม้ตัวสินค้าจะดีเพียงใดก็ตามแต่
หลายคนอาจคิดว่า ก็ขายมันทุกช่องทางที่นึกได้ จะได้ขายได้ดีๆ ฟังดูง่าย แต่ทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากครับ เพราะแต่ละช่องทางก็มีต้นทุนที่แตกต่างกันไปครับ หากเข้าสู่ช่องทางที่ไม่เหมาะสมก็เสียเงินฟรีครับ
หากคุณจะเปิดซุ้ม หรือ เปิดร้านขายเอง การกระจายตัวของสินค้าก็จำกัด ตามจำนวนเงินที่จะเช่าที่เปิดซุ้ม หรือ เปิดร้าน จะให้ครอบคลุมทุกที่ก็เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเพียงไม่กี่สาขาก็ขายดีมีกำไรเป็นที่พอใจแล้ว ก็ใช้วิธีนี้ได้ครับ รับเงินสดหน้าร้าน คุมสต๊อกสินค้าง่าย สบายใจดีครับ สาขาก็ค่อยๆขยายไปตามกำลังทรัพย์
หากฝากขายบนห้างสรรพสินค้า หรือ ร้านมินิมาร์ท เขาก็อาจจะหักกำไรของเขาประมาณ 40 % ของราคาขาย อีกทั้งเครดิตอีก 90 วันค่อยมารับเงิน ของเหลือ ของเสีย ของหมดอายุ ผู้นำมาฝากขายต้องรับเองหมด แบบนี้หากคุณรับได้ก็ฝากได้ หากรับไม่ได้เงินหมุนเวียนไม่พอก็ทำวิธีนี้ไม่ได้ครับ
ขายผ่านแคตาล็อก เช่นการพิมพ์แคตาล๊อกสินค้า มีใบสั่งซื้อแนบท้าย แล้วก็แจกจ่ายไปตามบ้านต่างๆ ใครอยากซื้อสินค้าก็โทรมาหรือ กรอกใบสั่งซื้อแล้วส่งมาพร้อมโอนเงินก็ได้ แบบนี้หน้าร้านไม่ต้องมากก็ทำธุรกิจได้
ขายผ่านอินเตอร์เน็ต สมัยนี้ธุรกิจของใครไม่มีเว็บไซต์ดูจะเชยไปนะครับ การเปิดเว็บไซต์ของตนเอง หรือ เปิดร้านออนไลน์ในเว็บอื่นๆที่มีคนเข้าชมมากๆ ก็เป็นวิธีการขายสินค้าให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ดีวิธีหนึ่ง โดยการเป็นเว็บแนะนำสินค้ามีรูปมีราคา การซื้อต้องโทรมา หรือ โอนเงินธนาคาร ก็ได้ หรือ จะทำให้สั่งซื้อและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ของเว็บไซต์เลยก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมครับ เรื่องนี้เรียกว่า eCommerce มีรายละเอียดมากมาย หาอ่านได้จากหนังสือด้านนี้เพิ่มเติมครับ
ขายผ่านพนักงานขาย โดยอาจจ้างพนักงานขายนของตนเอง แล้วให้เงินเดือนบวกคอมมิชชั่นตามยอดขาย วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายมากหน่อย แต่หากได้คนมีความสามารถเข้ามาขายก็จะทำให้ธุรกิจโตไว แต่เจ้าของกิจการต้องเป็นนักขายที่เก่งด้วยตนเองก่อนครับ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ หากเขาจากไปเราจะเดือดร้อน สินค้าที่เหมะกับการขายโดยใช้พนักงานขายก็คือ สินค้าที่มีความซับซ้อนสูง ต้องการการอธิบายมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่าง เครื่องจักร ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ รถยนต์ เป็นต้น
ขายผ่านโทรศัพท์ หรือ Tele-marketing วิธีนี้ นิตยสาร บัตรเครติต ประกัน ศูนย์ออกกำลังกาย มักใช้กันครับ เนื่องจากเจาะตรงกลุ่มเป้าหมายเลย โดยไปซื้อรายชื่อและเบอร์โทรจากผู้ให้บริการบัตรเครติต ชื่อละ 2-3 บาท แบบนี้มั่นใจว่ามีเครดิตชัวร์ โดยมักเสนอให้หักค่าบริการจากบัตรเครดิตเลย
ขายผ่าน Direct TV คือการนำสินค้าไปฝากขายกับ ผู้ที่ให้บริการด้านการขายผ่านทีวี เช่น TV-Direct เป็นต้น ซึ่งรายการก็จะนำสินค้าไปโฆษณาขายเป็นระยะๆ โดยเฉพาะตอนกลางดึก สินค้าที่เหมาะสมกับเรื่องนี้ก็คือ สินค้าที่ต้องการการอธิบายถึงคุณสมบัติพิเศษค่อนข้างมาก และมีราคาสูง เช่น อุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องมือช่าง เป็นต้น
ขายผ่านช่องทางการขายตรง หรือ Direct Sale เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลังนี้ เนื่องจากการขายตรงได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น กฎหมายก็ให้การรับรองธุรกิจขายตรงที่ถูกต้อง คนที่ทำธุรกิจนี้ก็มักจะเป็นญาติ เพื่อน หรือ คนรู้จักกัน ทำให้การตลาดเป็นแบบปากต่อปาก มีการรับประกันสินค้า ทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น สินค้าหลายอย่างก็อาจฝากสินค้าของตนเองผ่านช่องทางขายตรงนี้ หรือบางธุรกิจก็กำหนดช่องทางกระจายสินค้าให้เป็นการขายตรงในระบบของตนเองเลยก็มี แต่วิธีนี้หากเป็นธุรกิจเล็ก แนะนำให้นำไปฝากเขาดีกว่าอย่าสร้างระบบเอง เปิดขายตรงเอง เพราะต้นทุนจะตามมาอีกมหาศาล ทั้งเรื่องระบบคลังสินค้า ระบบคอมพิวเตอร์ การประชาสัมพันธ์ และ ฝ่ายสนับสนุนอีกมากมายมหาศาล สินค้าที่เหมาะจะจำหน่ายผ่านช่องทางนี้ก็มีหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายอีกหลายอย่างที่สามารถใช้ได้โดยต้องประยุกต์ให้เหมาะกับประเภทของสินค้าหรือบริการ แต่ข้างต้นก็คือช่องทางที่ส่วนใหญ่ใช้กันทั่วไปครับ
P4 = Promotion (การส่งเสริมการขาย หรือ การประชาสัมพันธ์)
การส่งเสริมการขายก็เป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ ในการทำให้สินค้าหรือบริการกระจายตัวได้เร็วขั้น ขายได้ดีขึ้น วิธีการที่นิยมกันก็มีหลากหลาย เช่น
การแจกคูปองส่วนลด โดยอาจส่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมาย หรือ ลงในนิตยสาร ให้ตัดมาซื้อสินค้า หรือรับบริการที่ร้าน แล้วได้ส่วนลดตามที่กำหนดไว้ เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากทดลองซื้อสินค้าหรือบริการ
การให้ของแถม โดยอาจให้ของแถมที่ไม่เกี่ยวกับตัวสินค้าเลย เช่น ซื้อขนม แถมของเล่น หรือ เครื่องกรองอากาศแถมทีวี เป็นต้น หรือ อาจให้ของแถมที่เป็นตัวสินค้าเอง เช่น ซื้อ 1 ชิ้น แถม ขนาดเล็กฟรีอีก 1 ชิ้น เป็นต้น
การแจกตัวอย่าง เป็นการทำสินค้าตัวอย่างขนาดเล็ก หรือ บริการพิเศษช่วงทดลอง เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าหรือบริการ หากประทับใจก็ไปซื้อของขนาดปกติมาใช้
การให้สิทธิพิเศษหากสมัครเป็นสมาชิก เป็นการสร้างลูกค้าประจำ โดยให้ส่วนลดพิเศษหากเป็นสมาชิก อีกทั้งยังใช้บัตรสมาชิกเป็นส่วนลดในการรับบริการที่ร้านค้าอื่นๆที่เป็นพันธมิตรกัน หรือมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่มสมาชิกเท่านั้น เพื่อเป็นการสร้างฐานลูกค้าประจำวิธีหนึ่ง
การส่งเสริมการขายผ่านพนักงานขาย หรือ ตัวแทนจำหน่าย คือการเสนอส่วนลดพิเศษ หรือให้สินค้าแถมพิเศษ ให้แก่พนักงาน หรือ ร้านค้าที่นำสินค้าไปจำหน่ายเพิ่มเติมหากขายได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือ เสนอรางวัลการท่องเที่ยวให้ในกรณีที่ขายได้ตามเป้าหมายการได้ท่องเที่ยว เป็นต้น
ตัวอย่างการประชาสัมพันธ์ข้างต้นนี้เป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไปและพิสูจน์แล้วว่าได้ผล จึงอาจนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าของคุณได้
หากเป็นธุรกิจบริการ นอกจาก 4 P’s ที่กล่าวมาแล้ว ต้องแถมอีก 2 P’s คือ
P5 = People (ผู้ให้บริการ)
ในธุรกิจบริการนั้น ผู้ให้บริการ เป็นคนสำคัญมากเป็นพิเศษ ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรกับกิจการ ผู้ให้บริการก็เป็นเสมือนตัวสินค้า หากลูกค้าประทับใจในผู้ให้บริการ ก็แปลว่าบริการดี เช่น ธุรกิจนวดแผนไทย ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสปา ธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจประกันชีวิต เป็นต้น ธุรกิจเหล่านี้ไม่มีสินค้าที่จับต้องถือเอากลับบ้านไปด้วยมากนัก การคัดเลือก การฝึกอบรมพนักงานบริการจึงสำคัญที่สุดในธุรกิจประเภทนี้ การแต่งกายต้องดูดี การพูดจาต้องสุภาพเรียบร้อย ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างดี
P6 = Process (กระบวนการ)
กระบวนการ หรือ ขั้นตอนในการไหลเวียนของการให้บริการ เป็นหัวใจของธุรกิจบริการ ขั้นตอนต่างๆจะต้องถูกระบุไว้อย่างชัดเจน และ ราบรื่น จุดติดต่อ (Contact Point) ทุกจุดที่ลูกค้าไปใช้บริการจะต้องดีเลิศ ราบรื่น และน่าประทับใจ อย่าให้เกิดการสะดุด อีกทั้งจะให้ดีควรเป็น บริการครบถ้วน ณ จุดเดียว (One Stop Service) จะดีที่สุด อย่าให้ลูกค้าต้องเดินถามแผนกต่างๆไปเองทั่วทั้งบริษัท แบบนี้ไม่ประทับใจแน่ๆ จุดบริการจุดแรกควรตอบคำถามและแนะนำขั้นตอนให้แก่ลูกค้าได้อย่างครบถ้วน กระบวนการอื่นๆ เป็นเรื่องภายในที่ต้องจัดการให้ราบรื่นและรวดเร็ว ไม่ให้ลูกค้าต้องรอคอยนาน หากต้องรอคอยควรมีสิ่งบันเทิงใจแก้เบื่อ เช่น เครื่องดื่ม ทีวี นิตยสาร เกมส์ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ให้บริการเสริม
กระบวนการนั้น หมายรวมถึงทั้งก่อนรับบริการ เช่นการติดต่อลูกค้าการให้ข้อมูล เชิญชวน เป็นต้น ระหว่างรับบริการ และ หลังรับบริการ เช่น การสอบถามความประทับใจ และ ข้อเสนอแนะ การเสนอให้ส่วนลดพิเศษในการใช้บริการครั้งต่อไป การส่งจดหมายข่าว หรือ โทรไปหา เป็นต้น
การโฆษณา ประชาสัมพันธ์
การโฆษณาสินค้า บริการ หรือ ธุรกิจ นั้นมีมากมายหลายหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสีย และต้นทุนแตกต่างกัน ผมนำมาเขียนเป็นอีกหัวข้อหนึ่งต่างหากเพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจในการทำให้มีคนรู้จักธุรกิจ สินค้า หรือบริการคุณมากขึ้น เพราะไม่ว่าสินค้าคุณจะดีเลิศเพียงใด ราคาจะเหมาะสมแค่ไหน แต่ไม่มีใครรู้จักก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ ผมจะขอกล่าวถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นตัวอย่างบางวิธี ดังนี้
การใช้นามบัตร โดยการพิมพ์ชื่อสินค้า บริการ บนนามบัตร หลังนามบัตรก็ใส่แผนที่ หรือ ชื่อ เว็บไซต์ ให้ผู้สนใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ แล้วให้พนักงาน ทุกคนใช้นามบัตรแบบเดียวกัน วิธีการนี้ พนักงานทุกคนจะกลายเป็นผู้โฆษณาธุรกิจ สินค้า หรือบริการไปในตัวในขณะที่มอบนามบัตรให้แก่ผู้อื่นในชีวิตประจำวัน แบบนี้เป็นการโฆษณาที่ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลดีระดับหนึ่ง นามบัตรควรมีสีสรรสวยงาม มีรูปภาพประกอบ น่าเก็บรักษาด้วยนะครับ อย่าใช้กระดาษสีแบบบางๆ พิมพ์หยาบๆ แบบนี้ไม่น่าเก็บ เสียโอกาสทางธุรกิจเปล่าๆ
การใช้โบรชัวร์ หรือ แผ่นพับ โดยการพิมพ์เองจำนวนน้อย หรือ จ้างพิมพ์จำนวนมากๆก็ตาม ต้นทุนการพิมพ์ขนาด A4 สองหน้า ประมาณ แผ่นละ 2-3 บาท หากพิมพ์ 1000-2000 แผ่นขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความหนาของกระดาษและอาบมันหรือไม่ ควรออกแบบให้สวยงาม รายละเอียดครบ เข้าใจได้ในแผ่นเดียวว่าทำกิจการอะไร มีสินค้า และบริการอะไรบ้าง หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหน ติดต่อได้ที่ใคร ครบถ้วน จะดีที่สุด แล้วนำไปวางตามจุดที่กลุ่มเป้าหมายอยู่ เช่น หอพัก คอนโดฯ สนามบิน ท่ารถ ไปรษณีย์ ฯลฯ แล้วแต่ความเหมาะสม หรือส่งทางไปรษณีย์ไปให้กลุ่มเป้าหมายที่ได้รายชื่อมา แต่ไม่แนะนำให้ไปยืนแจกใบปลิวตามริมถนน สะพานลอย หรือ หน้าห้างสรรพสินค้า เพราะมักสิ้นเปลือง และได้ผลน้อย โดยไม่ค่อยตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้สูญเสียต้นทุนสูง มีการตอบสนองเพียง 1 % หรือ ต่ำกว่านั้น แต่ถ้าวางไว้ตรงกลุ่มเป้าหมาย การตอบสนองอาจมี 2-6 % ซึ่งจะสูงกว่ามาก แต่ก็อย่าหวังการตอบสนองถึง 10 % ขึ้นไป เพราะเป็นไปได้ยาก สำหรับวิธีนี้
การโฆษณาผ่านเว็บไซต์ตนเอง และ คนอื่น โดยอาจประกาศข่าว ฝากโฆษณาในเว็บไซต์หลายๆแห่ง ว่ามีสินค้าและบริการเราอยู่ที่ไหน ติดต่อได้อย่างไร วิธีนี้เป็นวิธีที่มีต้นทุนต่ำ และ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะมีอายุตั้งแต่ 45 ปีลงมา จึงไม่เหมาะกับสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุ เพราะ ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุไม่ค่อยใช้อินเตอร์เน็ต อาจเพราะใช้ไม่เป็นหรือ สายตาไม่ดี
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
การคัดเลือกพนักงานมาร่วมงาน
หลายธุรกิจไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเจ้าของกิจการเองคนเดียว จำเป็นต้องมีพนักงานมาช่วยทำงาน ถ้าได้คนดีมีความสามารถมาร่วมงานก็จะทำให้กิจการก้าวหน้าไปด้วยดี แต่ถ้าเลือกผิดก็ต้องกลุ้มใจ จนกว่าจะให้ออกหรือลาออกกันไป การคัดเลือกพนักงานจึงมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จของธุรกิจ
หลักการคัดเลือกพนักงานนั้นอาศัยเพียงคนรู้จักกันแนะนำกันมาแบบที่ทำกันอยู่ในหลายกิจการจึงอาจไม่เพียงพอ ข้อแนะนำของผมคือ ควรมีการประกาศให้คนมาสมัคร จะฝากคนรู้จักบอกต่อๆกัน หรือ จะทาบทามคนรู้จักกันให้มาลองสมัครงานดูก็ได้ แต่ต้องมีการกรอกประวัติ มีการแนบหลักฐานให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่รับๆกันมาแต่ไม่มีประวัติหรือหลักฐานที่ครบถ้วน มิฉะนั้นหากเกิดปัญหาแล้วหายตัวไปก็ไม่รู้ว่าจะไปตามตัวได้ที่ไหนอย่างไร
ในหลายกรณี เจ้าของกิจการก็มักจะชวนญาติ ชวนเพื่อน ที่รู้จักกัน เคยสนินสนมกันมาร่วมงาน ก็ดีครับเพราะคุ้นเคยกันมาก่อน แต่ควรแน่ใจว่าเคยเห็นฝีมือหรือผลงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมาก่อนจึงจะดีนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่เคยกินเคยเที่ยวด้วยกัน แล้วคิดว่าจะชวนมาทำงานได้ดีตามไปด้วย ผมเจอเพื่อนหรือญาติที่มาทะเละกันเสียเพื่อนเสียญาติกันเพราะชวนกันมาทำงานด้วยกันหลายรายแล้ว
หลักการคัดเลือกพนักงานที่ดีมีความสามารถควรทำต่อไปนี้ครับ
1. มีความรู้และประสบการณ์ที่ตรงกับความสามารถที่งานนั้นๆต้องการ แม้ว่าจะไม่ตรง 100 % แต่ใกล้เคียงที่สุดก็ยังดี เพราะการเอาคนที่ไม่รู้เรื่องไม่มีประสบการณ์ หรือแม้แต่ความรู้พื้นฐานเลยมาฝึกใหม่ แบบนี้เหนื่อยฟรีครับ ฝึกเป็นปีๆกว่าจะเป็น พอเป็นแล้วลาออกไปอยู่ที่อื่นยิ่งน่าเจ็บใจใหญ่ครับ
2. มีผลงานที่อ้างอิงได้ หลายคนเคยทำงานมามีความรู้มีประสบการณ์แต่เป็นประสบการณ์ของความล้มเหลวมาตลอด จึงมาสมัครงานใหม่ หากรับเข้ามาก็มีโอกาสทำงานล้มเหลวสูง การสัมภาษณ์งานจึงควรให้ผู้สมัครงานอ้างอิงถึงผลงานแห่งความสำเร็จของตนเองอย่างชัดเจนและละเอียดได้จะดีที่สุด หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ก็ควรมีผลงานวิจัยสมัยเรียน หรือ กิจกรรมที่ทำสมัยเรียนมาอ้างอิงได้จึงจะดีครับ
3. มีการสอบข้อเขียน เพื่อให้เป็นข้อมูลไว้ โดยเฉพาะเรื่องภาษาต่างประเทศ และ คอมพิวเตอร์ ถ้างานที่ทำจำเป็นต้องมีความรู้สองด้านนี้ เพราะดูเพียงประวัติในใบสมัครงานบอกไม่ได้ว่ารู้ภาษา และคอมพิวเตอร์ดีจริงแค่ไหน การสอบจึงจะบอกได้ดีกว่า หลอกกันไม่ได้ด้วย
4. มีการทดสอบทัศนคติ และรับเฉพาะผู้ที่มีทัศนคติบวกเข้ามาทำงาน เนื่องจากคนที่ทำงานนั้นไม่ว่าจะเก่งเพียงไร แต่หากเป็นคนมีทัศนคติลบกับงาน กับคน กับตนเอง ก็จะทำงานกับผู้อื่นไม่ค่อยราบรื่น สุดท้ายก็ทำให้งานเสียหายเปล่าๆ เรื่องนี้ผมให้เป็นความสำคัญมากเลยทีเดียว ในธุรกิจส่วนใหญ่มักไม่มีเรื่องการทดสอบทัศนคติของพนักงาน พอรับเข้ามาทำงาน ก็มีแต่ปัญหา มีการนินทากันไปมา มุ่งร้ายกันไปมา สร้างการเมืองในสำนักงาน จนงานเสียหายอยู่เสมอๆ หากไม่อยากเจอปัญหาเหล่านี้มากในอนาคต การรับคนเข้าทำงานต้องหาคนที่มีทัศนคติที่ดีเข้ามาทำงานเสมอ คนแบบนี้อาจหายาก อย่างน้อยก็มีทัศนคติกลางๆก็ยังดี หากเป็นคนทัศนคติลบ มองโลกในแง่ร้าย มองคนในแง่ร้าย มองชีวิตในแง่ร้าย อย่ารับเด็ดขาดครับ อันตรายมาก
หลักการคัดเลือกพนักงานนั้นอาศัยเพียงคนรู้จักกันแนะนำกันมาแบบที่ทำกันอยู่ในหลายกิจการจึงอาจไม่เพียงพอ ข้อแนะนำของผมคือ ควรมีการประกาศให้คนมาสมัคร จะฝากคนรู้จักบอกต่อๆกัน หรือ จะทาบทามคนรู้จักกันให้มาลองสมัครงานดูก็ได้ แต่ต้องมีการกรอกประวัติ มีการแนบหลักฐานให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่รับๆกันมาแต่ไม่มีประวัติหรือหลักฐานที่ครบถ้วน มิฉะนั้นหากเกิดปัญหาแล้วหายตัวไปก็ไม่รู้ว่าจะไปตามตัวได้ที่ไหนอย่างไร
ในหลายกรณี เจ้าของกิจการก็มักจะชวนญาติ ชวนเพื่อน ที่รู้จักกัน เคยสนินสนมกันมาร่วมงาน ก็ดีครับเพราะคุ้นเคยกันมาก่อน แต่ควรแน่ใจว่าเคยเห็นฝีมือหรือผลงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมาก่อนจึงจะดีนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่เคยกินเคยเที่ยวด้วยกัน แล้วคิดว่าจะชวนมาทำงานได้ดีตามไปด้วย ผมเจอเพื่อนหรือญาติที่มาทะเละกันเสียเพื่อนเสียญาติกันเพราะชวนกันมาทำงานด้วยกันหลายรายแล้ว
หลักการคัดเลือกพนักงานที่ดีมีความสามารถควรทำต่อไปนี้ครับ
1. มีความรู้และประสบการณ์ที่ตรงกับความสามารถที่งานนั้นๆต้องการ แม้ว่าจะไม่ตรง 100 % แต่ใกล้เคียงที่สุดก็ยังดี เพราะการเอาคนที่ไม่รู้เรื่องไม่มีประสบการณ์ หรือแม้แต่ความรู้พื้นฐานเลยมาฝึกใหม่ แบบนี้เหนื่อยฟรีครับ ฝึกเป็นปีๆกว่าจะเป็น พอเป็นแล้วลาออกไปอยู่ที่อื่นยิ่งน่าเจ็บใจใหญ่ครับ
2. มีผลงานที่อ้างอิงได้ หลายคนเคยทำงานมามีความรู้มีประสบการณ์แต่เป็นประสบการณ์ของความล้มเหลวมาตลอด จึงมาสมัครงานใหม่ หากรับเข้ามาก็มีโอกาสทำงานล้มเหลวสูง การสัมภาษณ์งานจึงควรให้ผู้สมัครงานอ้างอิงถึงผลงานแห่งความสำเร็จของตนเองอย่างชัดเจนและละเอียดได้จะดีที่สุด หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ก็ควรมีผลงานวิจัยสมัยเรียน หรือ กิจกรรมที่ทำสมัยเรียนมาอ้างอิงได้จึงจะดีครับ
3. มีการสอบข้อเขียน เพื่อให้เป็นข้อมูลไว้ โดยเฉพาะเรื่องภาษาต่างประเทศ และ คอมพิวเตอร์ ถ้างานที่ทำจำเป็นต้องมีความรู้สองด้านนี้ เพราะดูเพียงประวัติในใบสมัครงานบอกไม่ได้ว่ารู้ภาษา และคอมพิวเตอร์ดีจริงแค่ไหน การสอบจึงจะบอกได้ดีกว่า หลอกกันไม่ได้ด้วย
4. มีการทดสอบทัศนคติ และรับเฉพาะผู้ที่มีทัศนคติบวกเข้ามาทำงาน เนื่องจากคนที่ทำงานนั้นไม่ว่าจะเก่งเพียงไร แต่หากเป็นคนมีทัศนคติลบกับงาน กับคน กับตนเอง ก็จะทำงานกับผู้อื่นไม่ค่อยราบรื่น สุดท้ายก็ทำให้งานเสียหายเปล่าๆ เรื่องนี้ผมให้เป็นความสำคัญมากเลยทีเดียว ในธุรกิจส่วนใหญ่มักไม่มีเรื่องการทดสอบทัศนคติของพนักงาน พอรับเข้ามาทำงาน ก็มีแต่ปัญหา มีการนินทากันไปมา มุ่งร้ายกันไปมา สร้างการเมืองในสำนักงาน จนงานเสียหายอยู่เสมอๆ หากไม่อยากเจอปัญหาเหล่านี้มากในอนาคต การรับคนเข้าทำงานต้องหาคนที่มีทัศนคติที่ดีเข้ามาทำงานเสมอ คนแบบนี้อาจหายาก อย่างน้อยก็มีทัศนคติกลางๆก็ยังดี หากเป็นคนทัศนคติลบ มองโลกในแง่ร้าย มองคนในแง่ร้าย มองชีวิตในแง่ร้าย อย่ารับเด็ดขาดครับ อันตรายมาก
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
การบริหารการเงิน
เมื่อรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และแน่ใจว่าสินค้าหรือบริการของตนจะขายได้ เรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องของการเงิน รู้ว่าขายได้แน่ แต่ไม่มีเงินลงทุนเพื่อซื้อหรือผลิตสินค้ามาขาย ก็ไม่มีธุรกิจเกิดขึ้น ดังนั้น การเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญของทุกธุรกิจ หากธุรกิจใดต้องใช้เงินลงทุนมากก็มีความเสี่ยงมากตามไปด้วย เพราะหากลงทุนมากกว่าจะคืนทุนก็ใช้เวลานานขึ้น
เรื่องการเงินธุรกิจนั้นมีเรื่องราวที่เขียนไว้ในหนังสือต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวในที่นี้ คือ การควบคุมเรื่องการเงินสำหรับธุรกิจ SME เป็นหลัก เพราะธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลายส่วนใหญ่จะมีมืออาชีพด้านการเงินเป็นที่ปรึกษาหรือดูแลอยู่แล้ว ธุรกิจที่ไม่มีใครปรึกษาและมักผิดพลาดเรื่องการเงินคือธุรกิจ SME นี่แหละ
การบริหารการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของทุกธุรกิจ เนื่องจากหากเจ้าของหรือผู้บริหาร บริหารการเงินธุรกิจไม่เป็นอาจทำให้ธุรกิจต้องมีอันเป็นไปทั้งๆที่สินค้ายังขายดี ลูกค้ายังมีอยู่
การบริหารการเงินธุรกิจ ก็คือ การบริหารเงินเข้า กับการบริหารเงินออกนั่นเอง ทำอย่างไรให้เงินเข้าเร็ว+เข้ามาก และ ทำให้เงินออกช้า+ออกน้อย นั่นเอง แต่หลักการกว้างๆนี้ มีรายละเอียดมากนะครับ
ข้อควรระวังในการใช้เงินทุนในการประกอบธุรกิจ คือ
1. ไม่ควรใช้เงินลงทุนจากเงินกู้เป็นส่วนใหญ่ เพราะจะมีความเสี่ยงสูง แต่ภาระในการชำระดอกเบี้ย ไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ก็ตาม
2. ไม่ควรใช้หลักทรัพย์สุดท้ายของครอบครัว ไปค้ำประกันเงินกู้ เช่น บ้านที่ตนเองอาศัยอยู่ หรือ บ้านของพ่อแม่ เพราะหากธุรกิจไม่เป็นไปดังหวัง อาจโดนยึดบ้านทำให้ครอบครัวไม่มีที่อยู่อาศัย เว้นแต่มีที่ดินหลายแปลง หรือบ้านหลายหลัง
3. ควรเริ่มต้นจากเล็กไปหาใหญ่ คือ ทำโครงการทดลองโดยใช้ทุนต่ำก่อน เมื่อมีทางเป็นไปได้จึงค่อยขยายการลงทุน อย่าเริ่มต้นจากการทุ่มเงินทุนทั้งหมดไปในกิจการที่ได้แต่เพียงคาดคะเนเอาเอง เพราะอาจสูญเงินทั้งหมดได้
4. จำไว้ว่าทุกโครงการธุรกิจอาจมีการบานปลายในเรื่องงบลงทุนได้ จึงควรเผื่องบลงทุนไว้เสมอ
5. ต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีแผนการใช้เงินทุน และแผนกระแสเงินสดเข้าออก อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นแนวทาง
6. อย่าใช้เงินทุนเกือบทั้งหมดไปกับค่าสถานที่ ค่าตกแต่ง ซื้อของเข้าร้าน ควรสำรองเงินไว้สำหรับเรื่องอื่นๆด้วย
7. ไม่จ้างพนักงานจำนวนมากๆในตอนเริ่มต้นธุรกิจ
8. กันเงินทุนไว้เป็นงบประมาณด้านการตลาดเสมอ โดยเฉพาะตอนเริ่มต้นธุรกิจ จะใช้งบการตลาดมาก
9. ต้องแยกกันอย่างชัดเจนระหว่าง เงินหมุนเวียนในธุรกิจ กับเงินใช้สอยส่วนตัว อย่าปะปนกันเด็ดขาด
10. ควรให้ความสำคัญกับการวิจัยตลาดเสมอ ก่อนจะเริ่มสินค้าหรือบริการใดๆ
11. มองหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ สำรองไว้เสมอ
เรื่องเงินเข้า หรือรายรับ
1. รายได้จากการขายสินค้า หรือ บริการ เป็นแหล่งกระแสเงินเข้าสู่ธุรกิจกระแสหลัก ซึ่งต้องบริหารให้ดีบริหารให้เป็น หากเป็นธุรกิจเงินสดจะดีที่สุด แต่หากทำไม่ได้ ให้เครดิตให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลือกตรวจสอบประวัติลูกค้าให้ดีก่อนจะปล่อยเครดิตให้ มิฉะนั้นอาจถูกเบี้ยวหนี้ได้ ระยะเวลาการปล่อยเครดิตก็สำคัญ จะ 30 วัน 45 วัน 60 วัน หรือ 90 วัน ก็แล้วแต่ ทางที่ดีที่สุดคือ ระยะเวลาสั้นที่สุด อย่ายาว ยิ่งยาวยิ่งเสี่ยง ควรมีการจูงใจด้วยการกำหนดว่า หากชำระเงินสดลดให้พิเศษอีกกี่เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ลูกค้าบางรายอยากจ่ายเงินสด อันจะเป็นผลดีต่อสภาพคล่องของธุรกิจ
2. รายได้จากการลงทุนอื่นๆ เป็นแหล่งรายได้เข้าสู่ธุรกิจที่นอกเหนือจากการค้าขายปกติ คือการนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน เช่น ฝากประจำ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อหุ้น ซื้อที่ดิน เป็นต้น ซึ่งเป็นการนำเงินส่วนเกินไปลงทุนให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่ง ซึ่งหากธุรกิจของคุณไม่ใช่สถาบันการเงิน กิจกรรมด้านการลงทุนอื่นๆนอกเหนือจากการทำธุรกิจก็จะเป็นรายได้ส่วนเพิ่ม ไม่ใช่รายได้หลัก แต่หากบริหารให้ดีก็ได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว การลงทุนที่ดีควรเป็นการลงทุนที่ส่งเสริมกิจกรรมที่ทำอยู่ได้ เช่น หากคุณมีกิจการรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก คุณอาจลงทุนซื้อหุ้นในกิจการรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อจะได้รู้แนวโน้มธุรกิจ แผนธุรกิจ ของธุรกิจรับเหมาขนาดใหญ่ และข้อมูลเพิ่มเติมในวงการ ซึ่งเขาจะส่งให้เฉพาะผู้ถือหุ้นเท่านั้น
เรื่องเงินออก หรือ รายจ่าย
1. รายจ่ายค่าสินค้า หรือวัตถุดิบ
ค่าสินค้าหรือวัตถุดิบ เป็นรายจ่ายที่ค่อนข้างมากในธุรกิจ และเป็นรายจ่ายที่จำเป็น หากควบคุมได้ดี ประหยัดได้ 1 บาท ก็เหมือนมีกำไรเพิ่มขึ้น 1 บาท โลกทุกวันนี้เป็นโลกของข่าวสารข้อมูล การซื้อวัตถุดิบหลายอย่างไม่จำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป ผู้ซื้อสามาถค้นหาข้อมูลของผู้ผลิตจากอินเตอร์เน็ตได้โดยตรง ทำให้ได้ของดีราคาถูกลง แต่เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็นและขยันซอกแซกหาข้อมูลสักหน่อย คุณจะได้ไม่ถูกฝ่ายจัดซื้อหลอก โดยซื้อจากเจ้าประจำไม่กี่ราย แล้วซื้อราคาสูงอีกต่างหาก หากเจ้าของขยันหาข้อมูลซักหน่อย ย่อมจะมีโอกาสได้แหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ในราคาที่ดี
ข้อแนะนำที่สำคัญในเรื่องนี้คือ อย่าซื้อวัตถุดิบ จากซัพพลายเออร์ หรือ ผู้ป้อนวัตถุดิบ เพียงจ้าวเดียวอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะวัตถุดิบรายการสำคัญ มีธุรกิจมากมายต้องเจ็บปวดกับเรื่องนี้ เพราะเมื่อธุรกิจเอาชีวิตไปผู้ติดกับซับพลายเออร์เพียงรายเดียว เมื่อสินค้าส่งช้า หรือ คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็จะส่งผลกระทบต่อการผลิตอย่างมาก เพราะกว่าจะหาจ้าวใหม่ได้ กว่าจะตกลงเรื่องระยะเวลาการจัดส่ง เรื่องการชำระเงิน ฯลฯ ก็เกิดความเสียหาย เสียคำสั่งซื้อเพราะผลิตสินค้าส่งไม่ทัน เสียโอกาสการขาย เสียค่าโสหุ้ย ค่าจ้างพนักงานสูญเปล่า และเสียเวลา ไปมากมาย แนะนำให้กำหนดเป็นนโยบายไว้เลยว่า กิจการของคุณจะซื้อวัตถุดิบสำคัญจากผู้จัดส่งวัตถุดิบ 2 จ้าวขึ้นไปเสมอ เว้นแต่ยังหาไม่ได้ ในระหว่างนั้นก็จะแสวงหาผู้ขายวัตถุดิบรายใหม่ๆอยู่เสมอ การทำเช่นนี้ยังช่วยให้เกิดการเปรียบเทียบราคา คุณภาพ ทำให้ได้ของที่ถูกและดีที่สุดอยู่เสมอ
2. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร
การบริหารธุรกิจนั้นคุณควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการบริหารกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ ว่าคุณมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเหมาะสมหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ ได้แก่
ค่าจ้างผู้บริหารและพนักงาน
ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำเกินไป เพราะถ้าสูงเกินไปก็จะมีต้นทุนด้านนี้สูง กำไรของธุรกิจก็จะลดลง ถ้าต่ำเกินไปพนักงานก็จะไม่อยากอยู่กับธุรกิจของคุณนาน เพราะมีที่อื่นให้เงินเดือนสูงกว่า ทำให้เกิดการลาออกของพนักงานบ่อยๆ การฝึกคนใหม่ก็เสียเงินเสียเวลามาก บางแห่งอาจให้เงินเดือนในอัตราที่แข่งขันได้ แต่ไม่สูงมากนัก แล้วให้เงินโบนัสปลายปีที่แปรผันตามกำไรของกิจการซึ่งอาจสูงมากหากกิจการมีกำไรดีมาก ทำให้พนักงานขยันทำงานช่วยกันทำให้บริษัทมีกำไรดีๆ เพื่อที่ตนเองจะได้โบนัสสูง ก็เป็นแนวทางที่ดีครับ
อีกแนวทางหนึ่งคือ การให้โอกาสพนักงานซื้อหุ้นของกิจการได้ปีละครั้ง โดยอาจให้หักจากเงินเดือนหรือโบนัสก็ได้ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของกิจการร่วมด้วยส่วนหนึ่ง หากกิจการดี เงินปันผลหุ้นของตนเองก็จะดีตามไปด้วย อีกทั้งมักอยากแนะนำคนรู้จักให้ซื้อสินค้าและบริการของกิจการที่ตนเองมีหุ้นอยู่เพราะความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของด้วยนั่นเอง
ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน
ค่าใช้จ่ายนี้ มีทั้ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ต้องควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ต่ำได้ก็ดี เพราะหมายถึงการประหยัดต้นทุน และหมายถึงกำไรที่มากขึ้น
แต่อย่าให้ถึงกับเกิดความอึดอัดอย่างมากของพนักงาน เพราะจะทำให้พนักงานทำงานอย่างไม่มีความสุข แต่ควรเป็นการรณรงค์ให้พนักงานมีจิตสำนึกของความประหยัดจะดีกว่า ผมแนะนำให้ใช้วิธีกำหนดเป็นนโยบายว่า หากแผนกใดสามารถลดค่าใช้จ่ายสำนักงานลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อน เงินส่วนที่ประหยัดได้จำนวนกึ่งหนึ่งจะจ่ายกลับให้เป็นโบนัสปลายปีเพิ่มเติมสำหรับพนักงานทุกคนในแผนกนั้น จะทำให้พนักงานทุกคนคอยเป็นหูเป็นตาช่วยกันประหยัดเองโดยที่เจ้าของไม่ต้องบอก
ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
ค่าใช้จ่ายด้านนี้หากมากไปก็สิ้นเปลือง หากน้อยไปก็ขายสินค้าหรือบริการไม่ได้เพราะคนไม่รู้จัก หรือ ไม่รู้ข่าวสินค้าหรือบริการใหม่ๆ จึงต้องจัดสรรอย่างเหมาะสม ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในเรื่องของการตลาด
3. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้
การกู้เงินเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับหลายๆธุรกิจ แต่พึงจำไว้ว่า กู้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และ ใช้เงินที่กู้มาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากดอกเบี้ยเงินกู้จะออกดอกบานสะพรั่งทุกๆวัน ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ร้านจะเปิดหรือปิด ดอกเบี้ยมีทุกวัน เมื่อกู้เงินมาแล้วจึงต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในกิจกรรมทางธุรกิจ
ผมเคยพบผู้ประกอบการใหม่หลายๆราย แทนที่จะใช้จ่ายเงินกู้ในธุรกิจ กลับนำมาสร้างภาระใหม่ เช่น ซื้อรถใหม่ ซื้ออาคารใหม่ ทั้งๆที่รถคันเดิม อาคารเดิมก็ยังใช้ได้อยู่ ไม่มีความจำเป็นต้องขยายอะไร ทำเพียงเพื่ออยากได้หน้าได้ตาว่ามีกิจการใหญ่โต ทั้งๆที่ความจริงแล้วมีแต่หนี้ อย่างนี้ไม่นานหากการค้าสะดุด เงินหมุนเวียนติดขัด โดยยึดรถ ยึดอาคาร เงินกู้ก็ยังต้องจ่าย เกิดความเสียหายก็จะตามมา
การใช้เงินกู้ระยะสั้น ในกิจกรรมผลิตสินค้า หรือ สั่งสินค้าเพื่อส่งให้ลูกค้าตามใบสั่งซื้อที่ได้รับมาแล้ว เป็นสิ่งจำเป็น แต่อย่าใช้เงินกู้ระยะสั้น ไปลงทุนระยะยาว เด็ดขาด เช่น นำไปซื้ออาคารหรือที่ดิน เนื่องจากการลงทุนอาคารและที่ดินควรใช้เงินกู้ระยะยาว อย่าใช้เงินกู้ผิดประเภทครับ
4. ค่าใช้จ่ายด้านภาษี
ภาษีเงินได้เป็นส่วนสำคัญที่ธุรกิจต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่จัดการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำอย่างไรจะแนะนำให้บางเรื่อง ดังนี้
ค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมพนักงาน สามารถหักภาษีได้ 2 เท่า เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้กิจการต่างๆ มีการฝึกอบรมพนักงานของตนเองให้ดี จึงจูงใจให้ประหยัดภาษีได้ แต่เรื่องที่ฝึกอบรมต้องเกี่ยวข้องกับงานนะครับ มีหลักสูตรและใบเสร็จรับเงินของสถาบันที่ได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรแล้ว ส่วนใหญ่การอบรมของมหาวิทยาลัยต่างๆของรัฐนั้นมักจะนำมาหักลดหย่อนภาษีตรงนี้ได้
ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา สามารถหักภาษีได้ 2 เท่า เพราะรัฐบาลต้องการให้กิจการเอกชนมีการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง รายจ่ายด้านนี้จึงนำมาหักภาษีได้ครับ
นำอาคารสถานที่ หรือ รถยนต์ของเจ้าของไปให้ธุรกิจของตนเองเช่าใช้ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าเช่ารถยนต์ ช่วยลดกำไรของธุรกิจลงได้ ทำให้ภาษีลดลง ซึ่งเรื่องนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำธุรกิจก็อยากได้กำไรเยอะๆ ทำไมต้องลดกำไรลงด้วย เรื่องนี้จะอธิบายดังนี้ครับ คือว่า ถ้าธุรกิจมีกำไรต้องจ่ายภาษี 30% ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว แต่ถ้าเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านนี้ รายจ่ายของกิจการที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้กำไรน้อยลงจึงเสียภาษีน้อยลง แต่รายจ่ายค่าเช่าของกิจการนี้กลายเป็นรายได้ส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ ก็นำไปเสียภาษีส่วนบุคคล ซึ่งมีอัตราภาษีต่ำกว่า เช่น 10% หรือ 20% ขึ้นอยู่กับรายได้ส่วนตัวต่อปี แต่ที่แน่ๆคือ เสียต่ำกว่า 30% แน่ๆ อย่างนี้ก็เป็นการประหยัดภาษีอีกวิธีหนึ่ง โดยไม่ผิดกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น หากบริษัท มีกำไร 1,000,000 บาท เสียภาษี 30% = 300,000 บาท ปีต่อมาเจ้าของเปลี่ยนเป็นเอารถของตนเองไปให้บริษัทเช่าใช้ในกิจการบริษัท (ซึ่งตนเองก็เป็นคนใช้รถอยู่ดี) แต่คิดค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท หรือปีละ 120,000 บาท สมมติว่า ปีนี้บริษัทมีกำไรเท่าเดิมคือ 1,000,000 บาท แต่เพิ่มรายจ่ายค่าเช่ารถไปอีก 120,000 บาท ทำให้กำไรลดลงเหลือ 1,000,000 – 120,000 = 880,000 บาท เสียภาษี 30% = 264,000 บาท ลดลง 36,000 บาท เจ้าของนำรายได้จากค่าเช่ารถไปเสียภาษีส่วนบุคคล 10% คือ 12,000 บาท สุดท้ายแล้วประหยัดภาษีไปได้ 36,000 – 12,000 = 24,000 บาท ต่อปี ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ นี่แค่รายการตัวอย่างเดียวนะครับ
5. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายนี้หมายถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่นับ ต้นทุนสินค้าขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษี ผมหมายถึงเรื่องที่อาจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เช่น ค่าปรับ ค่าชดเชยความเสียหาย ที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น พนักงานบริษัทขับรถบริษัทไปชนผู้อื่นระหว่างทำงานในหน้าที่ หรือสินค้าชำรุดบกพร่องอันอาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ทำให้ต้องเรียกสินค้าคืน เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผมแยกมาเรียกว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายอื่นๆ” ซึ่งในหลายกรณีในทางบัญชีอาจเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการบริหาร แต่ผมแยกออกมา เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ในภาวะปกติจะไม่มี และมักมาแบบ “คาดไม่ถึง” เจ้าของธุรกิจอาจลดความเสี่ยงได้โดยการมีประกันภัย ไว้เมื่อเกิดเหตุคาดไม่ถึงก็ให้ประกันจ่ายตามเงื่อนไข ลดความเสี่ยงของการเสียเงินด้านนี้ลงได้
เรื่องการเงินธุรกิจนั้นมีเรื่องราวที่เขียนไว้ในหนังสือต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวในที่นี้ คือ การควบคุมเรื่องการเงินสำหรับธุรกิจ SME เป็นหลัก เพราะธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลายส่วนใหญ่จะมีมืออาชีพด้านการเงินเป็นที่ปรึกษาหรือดูแลอยู่แล้ว ธุรกิจที่ไม่มีใครปรึกษาและมักผิดพลาดเรื่องการเงินคือธุรกิจ SME นี่แหละ
การบริหารการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของทุกธุรกิจ เนื่องจากหากเจ้าของหรือผู้บริหาร บริหารการเงินธุรกิจไม่เป็นอาจทำให้ธุรกิจต้องมีอันเป็นไปทั้งๆที่สินค้ายังขายดี ลูกค้ายังมีอยู่
การบริหารการเงินธุรกิจ ก็คือ การบริหารเงินเข้า กับการบริหารเงินออกนั่นเอง ทำอย่างไรให้เงินเข้าเร็ว+เข้ามาก และ ทำให้เงินออกช้า+ออกน้อย นั่นเอง แต่หลักการกว้างๆนี้ มีรายละเอียดมากนะครับ
ข้อควรระวังในการใช้เงินทุนในการประกอบธุรกิจ คือ
1. ไม่ควรใช้เงินลงทุนจากเงินกู้เป็นส่วนใหญ่ เพราะจะมีความเสี่ยงสูง แต่ภาระในการชำระดอกเบี้ย ไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ก็ตาม
2. ไม่ควรใช้หลักทรัพย์สุดท้ายของครอบครัว ไปค้ำประกันเงินกู้ เช่น บ้านที่ตนเองอาศัยอยู่ หรือ บ้านของพ่อแม่ เพราะหากธุรกิจไม่เป็นไปดังหวัง อาจโดนยึดบ้านทำให้ครอบครัวไม่มีที่อยู่อาศัย เว้นแต่มีที่ดินหลายแปลง หรือบ้านหลายหลัง
3. ควรเริ่มต้นจากเล็กไปหาใหญ่ คือ ทำโครงการทดลองโดยใช้ทุนต่ำก่อน เมื่อมีทางเป็นไปได้จึงค่อยขยายการลงทุน อย่าเริ่มต้นจากการทุ่มเงินทุนทั้งหมดไปในกิจการที่ได้แต่เพียงคาดคะเนเอาเอง เพราะอาจสูญเงินทั้งหมดได้
4. จำไว้ว่าทุกโครงการธุรกิจอาจมีการบานปลายในเรื่องงบลงทุนได้ จึงควรเผื่องบลงทุนไว้เสมอ
5. ต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีแผนการใช้เงินทุน และแผนกระแสเงินสดเข้าออก อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นแนวทาง
6. อย่าใช้เงินทุนเกือบทั้งหมดไปกับค่าสถานที่ ค่าตกแต่ง ซื้อของเข้าร้าน ควรสำรองเงินไว้สำหรับเรื่องอื่นๆด้วย
7. ไม่จ้างพนักงานจำนวนมากๆในตอนเริ่มต้นธุรกิจ
8. กันเงินทุนไว้เป็นงบประมาณด้านการตลาดเสมอ โดยเฉพาะตอนเริ่มต้นธุรกิจ จะใช้งบการตลาดมาก
9. ต้องแยกกันอย่างชัดเจนระหว่าง เงินหมุนเวียนในธุรกิจ กับเงินใช้สอยส่วนตัว อย่าปะปนกันเด็ดขาด
10. ควรให้ความสำคัญกับการวิจัยตลาดเสมอ ก่อนจะเริ่มสินค้าหรือบริการใดๆ
11. มองหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ สำรองไว้เสมอ
เรื่องเงินเข้า หรือรายรับ
1. รายได้จากการขายสินค้า หรือ บริการ เป็นแหล่งกระแสเงินเข้าสู่ธุรกิจกระแสหลัก ซึ่งต้องบริหารให้ดีบริหารให้เป็น หากเป็นธุรกิจเงินสดจะดีที่สุด แต่หากทำไม่ได้ ให้เครดิตให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลือกตรวจสอบประวัติลูกค้าให้ดีก่อนจะปล่อยเครดิตให้ มิฉะนั้นอาจถูกเบี้ยวหนี้ได้ ระยะเวลาการปล่อยเครดิตก็สำคัญ จะ 30 วัน 45 วัน 60 วัน หรือ 90 วัน ก็แล้วแต่ ทางที่ดีที่สุดคือ ระยะเวลาสั้นที่สุด อย่ายาว ยิ่งยาวยิ่งเสี่ยง ควรมีการจูงใจด้วยการกำหนดว่า หากชำระเงินสดลดให้พิเศษอีกกี่เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ลูกค้าบางรายอยากจ่ายเงินสด อันจะเป็นผลดีต่อสภาพคล่องของธุรกิจ
2. รายได้จากการลงทุนอื่นๆ เป็นแหล่งรายได้เข้าสู่ธุรกิจที่นอกเหนือจากการค้าขายปกติ คือการนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน เช่น ฝากประจำ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อหุ้น ซื้อที่ดิน เป็นต้น ซึ่งเป็นการนำเงินส่วนเกินไปลงทุนให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่ง ซึ่งหากธุรกิจของคุณไม่ใช่สถาบันการเงิน กิจกรรมด้านการลงทุนอื่นๆนอกเหนือจากการทำธุรกิจก็จะเป็นรายได้ส่วนเพิ่ม ไม่ใช่รายได้หลัก แต่หากบริหารให้ดีก็ได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว การลงทุนที่ดีควรเป็นการลงทุนที่ส่งเสริมกิจกรรมที่ทำอยู่ได้ เช่น หากคุณมีกิจการรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก คุณอาจลงทุนซื้อหุ้นในกิจการรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อจะได้รู้แนวโน้มธุรกิจ แผนธุรกิจ ของธุรกิจรับเหมาขนาดใหญ่ และข้อมูลเพิ่มเติมในวงการ ซึ่งเขาจะส่งให้เฉพาะผู้ถือหุ้นเท่านั้น
เรื่องเงินออก หรือ รายจ่าย
1. รายจ่ายค่าสินค้า หรือวัตถุดิบ
ค่าสินค้าหรือวัตถุดิบ เป็นรายจ่ายที่ค่อนข้างมากในธุรกิจ และเป็นรายจ่ายที่จำเป็น หากควบคุมได้ดี ประหยัดได้ 1 บาท ก็เหมือนมีกำไรเพิ่มขึ้น 1 บาท โลกทุกวันนี้เป็นโลกของข่าวสารข้อมูล การซื้อวัตถุดิบหลายอย่างไม่จำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป ผู้ซื้อสามาถค้นหาข้อมูลของผู้ผลิตจากอินเตอร์เน็ตได้โดยตรง ทำให้ได้ของดีราคาถูกลง แต่เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็นและขยันซอกแซกหาข้อมูลสักหน่อย คุณจะได้ไม่ถูกฝ่ายจัดซื้อหลอก โดยซื้อจากเจ้าประจำไม่กี่ราย แล้วซื้อราคาสูงอีกต่างหาก หากเจ้าของขยันหาข้อมูลซักหน่อย ย่อมจะมีโอกาสได้แหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ในราคาที่ดี
ข้อแนะนำที่สำคัญในเรื่องนี้คือ อย่าซื้อวัตถุดิบ จากซัพพลายเออร์ หรือ ผู้ป้อนวัตถุดิบ เพียงจ้าวเดียวอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะวัตถุดิบรายการสำคัญ มีธุรกิจมากมายต้องเจ็บปวดกับเรื่องนี้ เพราะเมื่อธุรกิจเอาชีวิตไปผู้ติดกับซับพลายเออร์เพียงรายเดียว เมื่อสินค้าส่งช้า หรือ คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็จะส่งผลกระทบต่อการผลิตอย่างมาก เพราะกว่าจะหาจ้าวใหม่ได้ กว่าจะตกลงเรื่องระยะเวลาการจัดส่ง เรื่องการชำระเงิน ฯลฯ ก็เกิดความเสียหาย เสียคำสั่งซื้อเพราะผลิตสินค้าส่งไม่ทัน เสียโอกาสการขาย เสียค่าโสหุ้ย ค่าจ้างพนักงานสูญเปล่า และเสียเวลา ไปมากมาย แนะนำให้กำหนดเป็นนโยบายไว้เลยว่า กิจการของคุณจะซื้อวัตถุดิบสำคัญจากผู้จัดส่งวัตถุดิบ 2 จ้าวขึ้นไปเสมอ เว้นแต่ยังหาไม่ได้ ในระหว่างนั้นก็จะแสวงหาผู้ขายวัตถุดิบรายใหม่ๆอยู่เสมอ การทำเช่นนี้ยังช่วยให้เกิดการเปรียบเทียบราคา คุณภาพ ทำให้ได้ของที่ถูกและดีที่สุดอยู่เสมอ
2. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร
การบริหารธุรกิจนั้นคุณควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการบริหารกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ ว่าคุณมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเหมาะสมหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ ได้แก่
ค่าจ้างผู้บริหารและพนักงาน
ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำเกินไป เพราะถ้าสูงเกินไปก็จะมีต้นทุนด้านนี้สูง กำไรของธุรกิจก็จะลดลง ถ้าต่ำเกินไปพนักงานก็จะไม่อยากอยู่กับธุรกิจของคุณนาน เพราะมีที่อื่นให้เงินเดือนสูงกว่า ทำให้เกิดการลาออกของพนักงานบ่อยๆ การฝึกคนใหม่ก็เสียเงินเสียเวลามาก บางแห่งอาจให้เงินเดือนในอัตราที่แข่งขันได้ แต่ไม่สูงมากนัก แล้วให้เงินโบนัสปลายปีที่แปรผันตามกำไรของกิจการซึ่งอาจสูงมากหากกิจการมีกำไรดีมาก ทำให้พนักงานขยันทำงานช่วยกันทำให้บริษัทมีกำไรดีๆ เพื่อที่ตนเองจะได้โบนัสสูง ก็เป็นแนวทางที่ดีครับ
อีกแนวทางหนึ่งคือ การให้โอกาสพนักงานซื้อหุ้นของกิจการได้ปีละครั้ง โดยอาจให้หักจากเงินเดือนหรือโบนัสก็ได้ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของกิจการร่วมด้วยส่วนหนึ่ง หากกิจการดี เงินปันผลหุ้นของตนเองก็จะดีตามไปด้วย อีกทั้งมักอยากแนะนำคนรู้จักให้ซื้อสินค้าและบริการของกิจการที่ตนเองมีหุ้นอยู่เพราะความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของด้วยนั่นเอง
ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน
ค่าใช้จ่ายนี้ มีทั้ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ต้องควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ต่ำได้ก็ดี เพราะหมายถึงการประหยัดต้นทุน และหมายถึงกำไรที่มากขึ้น
แต่อย่าให้ถึงกับเกิดความอึดอัดอย่างมากของพนักงาน เพราะจะทำให้พนักงานทำงานอย่างไม่มีความสุข แต่ควรเป็นการรณรงค์ให้พนักงานมีจิตสำนึกของความประหยัดจะดีกว่า ผมแนะนำให้ใช้วิธีกำหนดเป็นนโยบายว่า หากแผนกใดสามารถลดค่าใช้จ่ายสำนักงานลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อน เงินส่วนที่ประหยัดได้จำนวนกึ่งหนึ่งจะจ่ายกลับให้เป็นโบนัสปลายปีเพิ่มเติมสำหรับพนักงานทุกคนในแผนกนั้น จะทำให้พนักงานทุกคนคอยเป็นหูเป็นตาช่วยกันประหยัดเองโดยที่เจ้าของไม่ต้องบอก
ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
ค่าใช้จ่ายด้านนี้หากมากไปก็สิ้นเปลือง หากน้อยไปก็ขายสินค้าหรือบริการไม่ได้เพราะคนไม่รู้จัก หรือ ไม่รู้ข่าวสินค้าหรือบริการใหม่ๆ จึงต้องจัดสรรอย่างเหมาะสม ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในเรื่องของการตลาด
3. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้
การกู้เงินเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับหลายๆธุรกิจ แต่พึงจำไว้ว่า กู้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และ ใช้เงินที่กู้มาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากดอกเบี้ยเงินกู้จะออกดอกบานสะพรั่งทุกๆวัน ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ร้านจะเปิดหรือปิด ดอกเบี้ยมีทุกวัน เมื่อกู้เงินมาแล้วจึงต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในกิจกรรมทางธุรกิจ
ผมเคยพบผู้ประกอบการใหม่หลายๆราย แทนที่จะใช้จ่ายเงินกู้ในธุรกิจ กลับนำมาสร้างภาระใหม่ เช่น ซื้อรถใหม่ ซื้ออาคารใหม่ ทั้งๆที่รถคันเดิม อาคารเดิมก็ยังใช้ได้อยู่ ไม่มีความจำเป็นต้องขยายอะไร ทำเพียงเพื่ออยากได้หน้าได้ตาว่ามีกิจการใหญ่โต ทั้งๆที่ความจริงแล้วมีแต่หนี้ อย่างนี้ไม่นานหากการค้าสะดุด เงินหมุนเวียนติดขัด โดยยึดรถ ยึดอาคาร เงินกู้ก็ยังต้องจ่าย เกิดความเสียหายก็จะตามมา
การใช้เงินกู้ระยะสั้น ในกิจกรรมผลิตสินค้า หรือ สั่งสินค้าเพื่อส่งให้ลูกค้าตามใบสั่งซื้อที่ได้รับมาแล้ว เป็นสิ่งจำเป็น แต่อย่าใช้เงินกู้ระยะสั้น ไปลงทุนระยะยาว เด็ดขาด เช่น นำไปซื้ออาคารหรือที่ดิน เนื่องจากการลงทุนอาคารและที่ดินควรใช้เงินกู้ระยะยาว อย่าใช้เงินกู้ผิดประเภทครับ
4. ค่าใช้จ่ายด้านภาษี
ภาษีเงินได้เป็นส่วนสำคัญที่ธุรกิจต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่จัดการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำอย่างไรจะแนะนำให้บางเรื่อง ดังนี้
ค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมพนักงาน สามารถหักภาษีได้ 2 เท่า เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้กิจการต่างๆ มีการฝึกอบรมพนักงานของตนเองให้ดี จึงจูงใจให้ประหยัดภาษีได้ แต่เรื่องที่ฝึกอบรมต้องเกี่ยวข้องกับงานนะครับ มีหลักสูตรและใบเสร็จรับเงินของสถาบันที่ได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรแล้ว ส่วนใหญ่การอบรมของมหาวิทยาลัยต่างๆของรัฐนั้นมักจะนำมาหักลดหย่อนภาษีตรงนี้ได้
ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา สามารถหักภาษีได้ 2 เท่า เพราะรัฐบาลต้องการให้กิจการเอกชนมีการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง รายจ่ายด้านนี้จึงนำมาหักภาษีได้ครับ
นำอาคารสถานที่ หรือ รถยนต์ของเจ้าของไปให้ธุรกิจของตนเองเช่าใช้ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าเช่ารถยนต์ ช่วยลดกำไรของธุรกิจลงได้ ทำให้ภาษีลดลง ซึ่งเรื่องนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำธุรกิจก็อยากได้กำไรเยอะๆ ทำไมต้องลดกำไรลงด้วย เรื่องนี้จะอธิบายดังนี้ครับ คือว่า ถ้าธุรกิจมีกำไรต้องจ่ายภาษี 30% ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว แต่ถ้าเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านนี้ รายจ่ายของกิจการที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้กำไรน้อยลงจึงเสียภาษีน้อยลง แต่รายจ่ายค่าเช่าของกิจการนี้กลายเป็นรายได้ส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ ก็นำไปเสียภาษีส่วนบุคคล ซึ่งมีอัตราภาษีต่ำกว่า เช่น 10% หรือ 20% ขึ้นอยู่กับรายได้ส่วนตัวต่อปี แต่ที่แน่ๆคือ เสียต่ำกว่า 30% แน่ๆ อย่างนี้ก็เป็นการประหยัดภาษีอีกวิธีหนึ่ง โดยไม่ผิดกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น หากบริษัท มีกำไร 1,000,000 บาท เสียภาษี 30% = 300,000 บาท ปีต่อมาเจ้าของเปลี่ยนเป็นเอารถของตนเองไปให้บริษัทเช่าใช้ในกิจการบริษัท (ซึ่งตนเองก็เป็นคนใช้รถอยู่ดี) แต่คิดค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท หรือปีละ 120,000 บาท สมมติว่า ปีนี้บริษัทมีกำไรเท่าเดิมคือ 1,000,000 บาท แต่เพิ่มรายจ่ายค่าเช่ารถไปอีก 120,000 บาท ทำให้กำไรลดลงเหลือ 1,000,000 – 120,000 = 880,000 บาท เสียภาษี 30% = 264,000 บาท ลดลง 36,000 บาท เจ้าของนำรายได้จากค่าเช่ารถไปเสียภาษีส่วนบุคคล 10% คือ 12,000 บาท สุดท้ายแล้วประหยัดภาษีไปได้ 36,000 – 12,000 = 24,000 บาท ต่อปี ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ นี่แค่รายการตัวอย่างเดียวนะครับ
5. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายนี้หมายถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่นับ ต้นทุนสินค้าขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษี ผมหมายถึงเรื่องที่อาจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เช่น ค่าปรับ ค่าชดเชยความเสียหาย ที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น พนักงานบริษัทขับรถบริษัทไปชนผู้อื่นระหว่างทำงานในหน้าที่ หรือสินค้าชำรุดบกพร่องอันอาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ทำให้ต้องเรียกสินค้าคืน เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผมแยกมาเรียกว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายอื่นๆ” ซึ่งในหลายกรณีในทางบัญชีอาจเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการบริหาร แต่ผมแยกออกมา เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ในภาวะปกติจะไม่มี และมักมาแบบ “คาดไม่ถึง” เจ้าของธุรกิจอาจลดความเสี่ยงได้โดยการมีประกันภัย ไว้เมื่อเกิดเหตุคาดไม่ถึงก็ให้ประกันจ่ายตามเงื่อนไข ลดความเสี่ยงของการเสียเงินด้านนี้ลงได้
สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมายการค้าที่ดี
การมีสินค้าหรือบริการ ยังไม่พอ เราต้องมีตรายี่ห้อ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้า ทั้งของตัวสินค้าหรือบริการ และของตัวบริษัทด้วย เพราะว่าผู้ซื้อจะได้รู้ว่าหากใช้แล้วดีอยากซื้อซ้ำต้องซื้อยี่ห้ออะไรดี และยี่ห้อนี้ผลิตโดยบริษัทใด
ทีนี้การจดจำรูปภาพ จะจำได้แม่นยำกว่าการมีเพียงตัวอักษร อีกทั้งการสร้างแบรนด์หรือตรายี่ห้อให้คนรู้จัก มูลค่าของแบรนด์นั้นๆจะเพิ่มขึ้นตามเวลาเป็นค่าลิขสิทธิ์อย่างหนึ่ง เหมือนกับโค๊ก เป๊ปซี่ KFC, SONY, TOYOTA, HONDA, กาแฟวาวี ฯลฯ
การตั้งชื่อ การกำหนดสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันจะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตต่อไปอย่างกว้างขวาง แล้วการกำหนดสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าที่ดีควรเป็นอย่างไร ก็ขอแนะนำว่าต้องพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้
1. ชื่อ
ชื่อที่ใช้ ควรมีความกระชับ สั้น จดจำได้ง่ายในการฟังเพียงครั้งแรก ยกตัวอย่างจากของจริง เช่น
กาแฟ วาวี บ้านไร่กาแฟ มนต์นมสด
หากเป็นชื่อที่ยาว ควรกำหนดตัวย่อเพื่อให้จำได้ง่ายเป็นสัญลักษณ์ก็ได้ เช่น
International Business Machine ย่อเป็น IBM
Advance Info Service ย่อเป็น AIS
บางคนชอบที่จะกำหนดชื่อบริษัท หรือ ชื่อสินค้า โดยใช้ชื่อของตนเองหรือเจ้าของ เรื่องนี้มีสิ่งที่ควรระวังก็คือ หากภาพลักษณ์ส่วนตัวของเจ้าของดี ก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจ แต่หากภาพลักษณ์ของส่วนตัวของเจ้าของมีปัญหา ก็จะกระทบต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเอาไปผูกกันเอง
2. สัญลักษณ์
การกำหนดสัญลักษณ์ประจำบริษัท สินค้า หรือบริการ ควรมีเป็นอย่างยิ่ง สัญลักษณ์ที่ดีนั้นต้องเห็นแล้วจดจำได้ง่าย ไม่ควรมีตัวอักษรเล็กๆยิบๆรอบๆโลโก้ สัญลักษณ์อาจมีรูปทรงเลขาคณิตเช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม เป็นองค์ประกอบก็ได้ เพราะจะเป็นลักษณะที่คนคุ้นเคยทำให้จำได้ง่าย
บางบริษัทใช้ชื่อย่อเป็นสัญลักษณ์ของบริษัท และสินค้าก็มีเพราะสะดวกดี และโฆษณาประชาสัมพันธ์คราวเดียวครอบคลุมหมดทั้งบริษัทและสินค้า เช่น IBM, SONY เป็นต้น
3. สี
ไม่ว่าบริษัท หรือ สินค้า ควรกำหนดสีของสัญลักษณ์ และ ตัวอักษรด้วย ไม่ใช่ว่าสีอะไรก็ได้ เพราะการจดจำของคนนั้น สีเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะสร้างการจดจำ ซึ่งปัจจุบันนี้ธุรกิจได้ยอมรับและเน้นเรื่องสีกันเป็นการใหญ่ เช่น
ธนาคารกสิกรไทย ใช้สีเขียวเป็นสีพื้น
ธนาคารไทยพาณิชย์ ใช้สีม่วงเป็นสีพื้น
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ใช้สีเหลืองเป็นพื้น
บริษัท ไอบีเอ็ม ถูกเรียกว่ายักษ์สีฟ้า เพราะใช้สีฟ้าเป็นพื้น
4. ขนาด
ขนาดของตราสัญลักษณ์ หรือ ตรายี่ห้อ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้สนใจหรือกลุ่มเป้าหมายมองเห็นได้ หากเป็นป้ายชื่อและโลโก้บริษัท ซึ่งบ่งบอกถึงชื่อกิจการควรทำให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้และจ่ายภาษีป้ายไหว แต่ต้องให้ดูดี เพื่อให้คนที่ขับรถผ่านไปมาสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ผมขอยกตัวอย่างป้ายของธนาคารต่างๆ คุณจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการทำป้ายใหญ่มาก บางแห่งให้พื้นที่ทั้งอาคารทาสีและใส่สัญลักษณ์ของธนาคารลงไปเลยทีเดียว ทำให้คนที่ขับรถผ่านไปมาเห็นได้อย่างชัดเจนมาแต่ไกล
หากเป็นป้ายบอกสินค้าเฉพาะอย่างก็ควรให้มีขนาดตัวอักษร และสัญลักษณ์ ใหญ่ที่สุดในกลุ่มตัวอักษรทั้งหมดในฉลาก เพื่อให้เกิดการสังเกตและจดจำแก่ผู้ซื้อ
ทีนี้การจดจำรูปภาพ จะจำได้แม่นยำกว่าการมีเพียงตัวอักษร อีกทั้งการสร้างแบรนด์หรือตรายี่ห้อให้คนรู้จัก มูลค่าของแบรนด์นั้นๆจะเพิ่มขึ้นตามเวลาเป็นค่าลิขสิทธิ์อย่างหนึ่ง เหมือนกับโค๊ก เป๊ปซี่ KFC, SONY, TOYOTA, HONDA, กาแฟวาวี ฯลฯ
การตั้งชื่อ การกำหนดสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันจะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตต่อไปอย่างกว้างขวาง แล้วการกำหนดสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าที่ดีควรเป็นอย่างไร ก็ขอแนะนำว่าต้องพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้
1. ชื่อ
ชื่อที่ใช้ ควรมีความกระชับ สั้น จดจำได้ง่ายในการฟังเพียงครั้งแรก ยกตัวอย่างจากของจริง เช่น
กาแฟ วาวี บ้านไร่กาแฟ มนต์นมสด
หากเป็นชื่อที่ยาว ควรกำหนดตัวย่อเพื่อให้จำได้ง่ายเป็นสัญลักษณ์ก็ได้ เช่น
International Business Machine ย่อเป็น IBM
Advance Info Service ย่อเป็น AIS
บางคนชอบที่จะกำหนดชื่อบริษัท หรือ ชื่อสินค้า โดยใช้ชื่อของตนเองหรือเจ้าของ เรื่องนี้มีสิ่งที่ควรระวังก็คือ หากภาพลักษณ์ส่วนตัวของเจ้าของดี ก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจ แต่หากภาพลักษณ์ของส่วนตัวของเจ้าของมีปัญหา ก็จะกระทบต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเอาไปผูกกันเอง
2. สัญลักษณ์
การกำหนดสัญลักษณ์ประจำบริษัท สินค้า หรือบริการ ควรมีเป็นอย่างยิ่ง สัญลักษณ์ที่ดีนั้นต้องเห็นแล้วจดจำได้ง่าย ไม่ควรมีตัวอักษรเล็กๆยิบๆรอบๆโลโก้ สัญลักษณ์อาจมีรูปทรงเลขาคณิตเช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม เป็นองค์ประกอบก็ได้ เพราะจะเป็นลักษณะที่คนคุ้นเคยทำให้จำได้ง่าย
บางบริษัทใช้ชื่อย่อเป็นสัญลักษณ์ของบริษัท และสินค้าก็มีเพราะสะดวกดี และโฆษณาประชาสัมพันธ์คราวเดียวครอบคลุมหมดทั้งบริษัทและสินค้า เช่น IBM, SONY เป็นต้น
3. สี
ไม่ว่าบริษัท หรือ สินค้า ควรกำหนดสีของสัญลักษณ์ และ ตัวอักษรด้วย ไม่ใช่ว่าสีอะไรก็ได้ เพราะการจดจำของคนนั้น สีเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะสร้างการจดจำ ซึ่งปัจจุบันนี้ธุรกิจได้ยอมรับและเน้นเรื่องสีกันเป็นการใหญ่ เช่น
ธนาคารกสิกรไทย ใช้สีเขียวเป็นสีพื้น
ธนาคารไทยพาณิชย์ ใช้สีม่วงเป็นสีพื้น
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ใช้สีเหลืองเป็นพื้น
บริษัท ไอบีเอ็ม ถูกเรียกว่ายักษ์สีฟ้า เพราะใช้สีฟ้าเป็นพื้น
4. ขนาด
ขนาดของตราสัญลักษณ์ หรือ ตรายี่ห้อ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้สนใจหรือกลุ่มเป้าหมายมองเห็นได้ หากเป็นป้ายชื่อและโลโก้บริษัท ซึ่งบ่งบอกถึงชื่อกิจการควรทำให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้และจ่ายภาษีป้ายไหว แต่ต้องให้ดูดี เพื่อให้คนที่ขับรถผ่านไปมาสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ผมขอยกตัวอย่างป้ายของธนาคารต่างๆ คุณจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการทำป้ายใหญ่มาก บางแห่งให้พื้นที่ทั้งอาคารทาสีและใส่สัญลักษณ์ของธนาคารลงไปเลยทีเดียว ทำให้คนที่ขับรถผ่านไปมาเห็นได้อย่างชัดเจนมาแต่ไกล
หากเป็นป้ายบอกสินค้าเฉพาะอย่างก็ควรให้มีขนาดตัวอักษร และสัญลักษณ์ ใหญ่ที่สุดในกลุ่มตัวอักษรทั้งหมดในฉลาก เพื่อให้เกิดการสังเกตและจดจำแก่ผู้ซื้อ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)